เตือนคนไทยเก็บเงินสด! “ธปท.” ชี้สงครามระอุ รับไม่ขึ้นดอกสู้ “เงินเฟ้อ”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
3 เมษายน 2569

วันนี้ (9 เม.ย.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายไม่คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในระดับนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เศรษฐกิจไทยก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย รวมถึงตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคม 2569 ล้วนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของปีที่ 2568 ขยายตัวได้ถึง 2.4% สูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมที่ประมาณ 2.2% ขณะที่การส่งออกในเดือนมกราคม 2569 ยังขยายตัวสูงถึง 24% ทำให้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยเดิมคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตเพียง 1.5-1.6% แต่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 1.9% ก่อนที่จะเกิดสงคราม
“สงครามตึงตามขึ้นมาโดยที่เราไม่คิดว่ามันจะมีผลกระทบหนักขนาดนี้ เศรษฐกิจไทยเนี่ยก็อาจจะอยู่ในช่วงที่เสียจังหวะไปนิดหนึ่ง”

นายวิทัยกล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ เนื่องจากแม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว แต่แรงส่งบางส่วนมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่สิ้นสุดลงในช่วงปลายปี 2568 จึงจำเป็นต้องรักษาบรรยากาศ (โมเมนตัม) ให้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดสงคราม ภาพรวมเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงแรกมีการประเมินว่าสถานการณ์อาจยุติภายใน 12 วัน หรือตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยระบุสงครามจะจบได้ระยะ 4-6 สัปดาห์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 5 สัปดาห์ สถานการณ์กลับยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากขึ้น จากเดิมที่เป็นความขัดแย้งระหว่างบางประเทศ กลายเป็นความตึงเครียดในระดับภูมิภาค มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการปิดช่องแคบสำคัญ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ระยะเวลาของสงคราม ที่คาดว่าจะมีการจบได้ในวันที่ 6 เมษายน 2569 ในการเจรจาพูดคุยระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน และ 2.ความรุนแรงของสถานการณ์ และ 3.ความสามารถในการบริหารจัดการภายในประเทศ โดยในกรณีฐาน (base case) มีการประเมินว่าสงครามอาจยุติภายใน 3 เดือน หรือภายในไตรมาส 2
“ผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรง ซึ่งสงครามจะบานปลายออกไปแค่ไหน ถ้าจากนี้ไปมันมี development ไปถึงมีการใช้กำลังการทหาร หรือมีการทำลาย Energy Facility หรือมีการปิดทะเลแดงอีกช่องแคบหนึ่ง มันก็จะยิ่งมีผลแรงขึ้น”
นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง โดยกว่า 50-55% มาจากเส้นทางขนส่งในพื้นที่ความขัดแย้ง จึงมีความเสี่ยงโดยตรงต่อด้านพลังงาน ดังนั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลต้องจัดหาน้ำมัน การกระจายภายในประเทศ และการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 2 ปัจจัยแรก
“ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเรื่องกองทุนน้ำมันของรัฐบาลด้วย ประเด็นที่ 3 นี้มีความสำคัญ ถ้าน้ำมันบริหารได้ดีไม่ติดขัดจริงๆ ทั้งน้ำมันดิบที่เข้าประเทศ การกระจายน้ำมัน มันแก้ปัญหาได้ และกองทุนฯ สนับสนุนได้ค่อยๆ เปิดราคาไหลขึ้น แต่ไม่ใช่ไหลจากนี้ไปอีกมาก จะมีผลกับเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจจำกัด”
นายวิทัยกล่าวว่า ในระยะสั้น ผลกระทบหลักจะเกิดขึ้นผ่าน “เงินเฟ้อ” เนื่องจากในตะกร้าเงินเฟ้อของไทย มีสัดส่วนของพลังงานถึงประมาณ 13% โดยในนั้นประกอบด้วยน้ำมันดีเซลประมาณ 3% น้ำมันเบนซินประมาณ 5% และค่าไฟฟ้าอีกประมาณ 4% ทำให้ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบระลอกที่สอง (second-round effects) ต่อสินค้าอื่น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และต้นทุนการผลิตในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าขน่งจะเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม จุดที่ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของไทยคือระดับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำก่อนเกิดวิกฤต ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ทำให้ยังมีพื้นที่ในการรองรับแรงกดดันเงินเฟ้อได้มากกว่าหลายประเทศ เช่น จีน ฝรั่งเศส
“แน่นอนเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ของแพงขึ้นแน่นอน ต้องเตรียมใจ ต้องประหยัด ต้องเก็บเงินสด และที่มีผลจากเงินเฟ้อมองว่าขึ้น 2.5-3.5% และจีดีพีก็คงลงบ้างราว 0.5-07% ทำให้จีดีพีเคลื่อนไหว 1.3-1.7%”

นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. ประเมินสถานการณ์อาจจะจบใน 3 เดือน โดยราคาน้ำมันน่าจะลงก็จริง แต่คงลงไม่มากและจะค่อยๆ ไหลลงไป ราคาระดับ 90 หรือ 100 เหรียญต่อบาร์เรลนี่ถือว่ายังไม่ลงมากนัก เพราะท้ายที่สุดเมื่อถึงสิ้นปี มันจะมีค่าพรีเมียม (Premium) เพิ่มขึ้นมาอีก
สำหรับประเทศไทย เรื่องราคาน้ำมันมีความซับซ้อนมากกว่าที่ตาเห็น โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักจะติดตาม “ราคาน้ำมันเบรนท์” (Brent) แต่ในความเป็นจริง ภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยอ้างอิง “ราคาน้ำมันดูไบ” (Dubai) เป็นหลัก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นความผันผวนที่ผิดปกติอย่างมาก จากเดือนมกราคม 2569 ราคาเคยอยู่ในระดับ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรล กลับพุ่งขึ้นไปสูงถึง 120-125 เหรียญ และมีบางช่วงที่ราคาดูไบดีดตัวสูงกว่าเบรนท์ไปไกลถึง 160 เหรียญ ในขณะที่เบรนท์อยู่ที่ 120 กว่าเหรียญ จนตอนนี้ดูไบเริ่มไหลลงมาใกล้เคียงกับเบรนท์ที่ประมาณ 125 เหรียญ
อย่างไรก็ตาม แต่ความซับซ้อนของไทยมีมากกว่านั้น คือการที่ไทยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจาก “ตลาดสิงคโปร์” ซึ่งสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้รุนแรงกว่าน้ำมันดิบมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่เคยอยู่ระดับ 92 เหรียญ ได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 250 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวในเวลาอันสั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ต้องกลับมาคิดกันอย่างจริงจังว่าจะปฏิรูปและปรับตัวในระยะยาวกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการจัดหาพลังงาน การใช้พลังงาน รวมถึงต้องมาพูดคุยถึงกลไกในปัจจุบัน ทั้งเรื่องการกำหนดราคาน้ำมันและการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุน (Subsidize) ว่าวิธีการเหล่านี้ยังมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่ ถ้ายังเหมาะสมก็ทำต่อ แต่ถ้าไม่ก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยน เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญเชิโครงสร้างของประเทศ
นายวิทัยกล่าวว่า ในด้านนโยบายการเงิน ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือความเสี่ยงของภาวะ “stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความกังวลในระดับรุนแรง เนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้มีลักษณะเป็น “shock จากด้านอุปทาน” (supply-side shock) โดยเฉพาะจากราคาพลังงาน
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในทันทีจึงอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะไม่ได้ช่วยลดราคาพลังงาน แต่กลับอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ชะลอตัวมากขึ้น ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพิจารณาว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะอยู่ในระยะสั้นหรือยาว
“การขึ้นดอกเบี้ยทันทีเนี่ย มันเป็นการทำลายดีมานด์ทันที… ซึ่งมันไม่ได้ช่วยทำให้ราคาสินค้าลงมา เพราะรอบนี้ราคาขึ้นจากพลังงาน การดำเนินนโยบายต้องดูในระยะยาว เพราะดอกเบี้ยต้องใช้เวลา 8-12 เดือนกว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ หากรีบขึ้นเร็วเกินไปอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจโดยไม่มีประโยชน์”
ขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทมีการอ่อนค่าลงประมาณ 4% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค [16] ธปท. มีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนที่รุนแรงเกินไป ทั้งในทิศทางที่แข็งค่าและอ่อนค่า เพื่อให้เอื้อต่อการส่งออกและไม่กระทบเงินเฟ้อจากการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงค่าเงินต้องทำภายใต้กรอบข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาเรื่องการบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) ซึ่งทีมงานของ ธปท. มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี
นายวิทัยกล่าวถึงความเป็นอิสระและการทำงานร่วมกับรัฐบาล สำหรับการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและรัฐบาลชุดใหม่ ผู้ว่าฯ ยืนยันถึงหลักการ “Policy Coordination” หรือการทำงานประสานกันโดยยังคงรักษาความเป็นอิสระ
“เรื่องการดำเนินนโยบายทางการเงิน เรามีความเป็นอิสระเต็มที่ ท่านคลังไม่ได้มาแทรกแซง ท่านนายกไม่ได้มาแทรกแซง แต่ในบางเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เราไม่เห็นด้วย หรือคิดว่าเกินขอบเขตทางกฎหมาย เราก็ให้ความเห็นที่เข้มแข็งไป”