ส.ค้าทองคำ พบ “รัฐ” หอบข้อมูลกางสาเหตุ เบรกรีดภาษีทองคำ 1%

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

2 มีนาคม 2569

ส.ค้าทองคำ พบ “รัฐ” หอบข้อมูลกางสาเหตุ เบรกรีดภาษีทองคำ 1%

ตามที่กรมศุลกากร อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ 1% จากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการเก็บอากรขาเข้า และไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้เป็นช่องว่างทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป 

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า วันนี้ (2 มี.ค.69) สมาคมค้าทองคำ นำเอกสารยื่นต่อกระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร โดยระบุถึงข้อมูลเกี่ยวกับผลการศึกษาหากมีการขึ้นภาษีทองคำ 1% ว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจทองคำและตลาดทองคำอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจให้จัดเก็บภาษีทองคำตามอัตราดังกล่าว

ซึ่งมุมมองของสมาคมฯ ไม่สนับสนุนให้มีการเก็บภาษีดังกล่าว เพราะจะมีผลต่อนักลงทุนที่ลดความสนใจในการถือครองทองคำ ซึ่งมีผลกระทบด้านลบมากกว่าด้านบวก

เช่น ราคาทองคำอยู่ที่ 70,000-80,000 บาทต่อบาททองคำ คิดภาษี 1% จะอยู่ที่ 700-800 บาท หรืออาจจะถึงบาทละ 1,000 บาท ถือเป็นภาระของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้นักลงทุนลดการซื้อ-ขายทองคำ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อน

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางค้าทองในเอเชีย และมีการพัฒนามาไกลมากแล้ว หากมีการเก็บภาษีทองคำถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง หรือกลับไปสู่ความล้าหลัง

“ไม่ควรเก็บภาษีทองคำ 1% คิดเป็นเงินเกือบ 1,000 บาท สมมุติมีการซื้อขายทองแท่ง แต่โดนหักเป็นพันจากการเสียภาษีทำให้คนซื้อ-ขายน้อยลง การลงทุนจะน้อยลงเช่นกัน”

กรณีที่มีการใช้ทองคำเพื่อฟอกเงินสำหรับกลุ่มที่ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย หรือทุนเทา ซึ่งส่งผลกระทบให้อัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น จึงเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อาจมีการเก็บภาษีทองคำขึ้นนั้น

นายจิตติกล่าวว่า ช่วงที่มีกระแสข่าวประเทศไทยมีการส่งออกทองคำไปกัมพูชา ข้อมูลตัวเลขของกรมศุลกากร พบส่งออกราว 20 ตันต่อปี แต่ทองคำไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เนื่องจากค่าเฉลี่ยการนำเข้าทองคำของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 180 ตัน และมีการส่งออก 80 ตัน เฉลี่ยทองคำอยู่ในไทยอยู่ที่ 100 ตัน ถือเป็นตัวเลขปกติ ซึ่งเป็นลักษณะนี้มา 10 กว่าปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจทองคำยังไม่มีผู้กำกับที่ชัดเจน แต่ก็ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ดูแล ซึ่งการซื้อขายทองคำต้องรายงานธุรกรรมให้ ปปง. รับทราบ เป็นกฎหมายที่มีการกำกับชัดเจน ซึ่งธุรกิจทองคำก็ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด และสามารถตรวจสอบได้