“กสิกรไทย” คาด กนง.คงดอกเบี้ย 2.50% ลุ้นส่งซิกลดดอกสิ้นปี’67
ต้นกุมภาฯ อีจัน
11 ตุลาคม 2567

วันนี้ (11 ต.ค.67) น.ส.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 16 ต.ค.67 คาด กนง.ยังมีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี คาดว่า กนง. คงมีท่าทีผ่อนคลายต่อทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น โดยส่งสัญญาณเปิดโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ซึ่งความเป็นไปได้ว่า กนง. อาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน ธ.ค.67 โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังต่อไปนี้
ข่าวน่าสนใจอื่น
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ท่ามกลางแรงหนุนจากการส่งออก การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัญหาอุทกภัยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของผู้บริโภค ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
- แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 4/67 มีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบล่างของเป้าหมาย ธปท. ที่ 1-3% โดยส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐานต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามมาตรการภาครัฐช่วยเหลือค่าครองชีพโดยการตรึงราคาค่าไฟฟ้าและราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล แต่ในภาพรวมทั้งปี 67 คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5%
- ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกอยู่ในฝั่งผ่อนคลาย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.50% ใน 2 การประชุมที่เหลือในปีนี้ หลังจากมีมติปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ลงมาอยู่ที่ 4.75-5.00% ในการประชุม FOMC เดือนก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทเผชิญแรงกดดันให้แข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้และสัดส่วนการทำกำไรของผู้ส่งออกไทย

ทั้งนี้ การประชุมกนง. ครั้งนี้ จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่า ธปท. อาจยังคงประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยปี 67 ไม่แตกต่างจากการเผยแพร่ครั้งก่อนหน้าเท่าใดนัก โดยธปท. คาดว่าในปี 67 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.6% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.6% ในการเผยแพร่ประมาณการเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 จากประมาณการครั้งก่อนหน้าที่ 3.0% ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น