นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีธุรกิจปั๊มน้ำมัน PT ซึ่งเป็นของครอบครัว โดยยืนยันว่า ได้ลาออกจากการบริหารงานตั้งแต่ปี 2546 และตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีบทบาทหรือดำรงตำแหน่งใดในบริษัท
โดยระบุว่า ปัจจุบันเข้าบริษัทเพียงปีละครั้งในวันครบรอบ เพื่อร่วมทำบุญเท่านั้น พร้อมย้ำว่า บริษัทเป็นมหาชน มีคณะกรรมการและผู้บริหารดูแลชัดเจน ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำได้ง่าย อีกทั้งตนเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าของเพียงคนเดียว
นายพิพัฒน์ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจครอบครัว แต่ขอให้สังคมตัดสินจากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 1 ซึ่งจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตนไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์ใด ๆ
“ตอนนี้แก้ตัวยังไงก็ไม่มีประโยชน์”
สำหรับบทบาทผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ (ศบก.) นายพิพัฒน์ระบุว่า ยังทำหน้าที่ต่อไปตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย โดยยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะมีความรู้ด้านพลังงานเพียงในเชิงการค้า ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือโรงกลั่น
ในประเด็นข้อครหาการรู้ข้อมูลราคาน้ำมันล่วงหน้า นายพิพัฒน์ย้ำว่า ไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยให้บริษัทหรือครอบครัวทราบ และขอให้รอผลประกอบการที่จะออกมาเป็นตัวชี้ชัดความบริสุทธิ์
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หลังปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท มีบางปั๊มสามารถให้บริการได้ต่อเนื่อง นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีการขออนุญาตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่บางพื้นที่ยังมีข้อจำกัด
พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดนครพนม พบว่ายังมีบางปั๊มไม่มีน้ำมันจำหน่าย จึงได้สั่งการให้เร่งเตรียมความพร้อมให้ทุกสถานีบริการมีน้ำมันเพียงพอก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังแสดงความเห็นต่อแนวทางแก้ปัญหาราคาน้ำมัน โดยยอมรับว่า ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีเพียงอย่างเดียว และสนับสนุนการใช้กองทุนน้ำมันควบคู่กันไป เนื่องจากการลดภาษีจะกระทบรายได้รัฐ และอาจทำให้ต้องกู้เงินเพิ่ม ส่งผลต่อระดับหนี้สาธารณะในอนาคต
“ผมไม่ได้หาเสียง แต่พูดความจริง การลดภาษีอาจถูกใจประชาชน แต่ประเทศอาจเสียหาย ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกทางไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว
