“ไทยก้าวใหม่” ขอจัดอีเวนต์โลก ดันเวิร์ลเอ็กซ์โป “เมืองไทย” มั่นใจปังกว่า Tomorrowland

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

27 มกราคม 2569

“ไทยก้าวใหม่” ขอจัดอีเวนต์โลก ดันเวิร์ลเอ็กซ์โป “เมืองไทย” มั่นใจปังกว่า Tomorrowland

วันนี้ (27 ม.ค.69) นายรัชต์เชียร ทิพธนากิตติพร กล่าวในงานดีเบต : กู้ท่องเที่ยวไทย ฝ่าวิกฤตรอบด้าน จัดโดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ร่วมกับเพจอีจัน

นายรัชต์เชียร กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ “พรรคไทยก้าวใหม่” ในเรื่องของการท่องเที่ยวจะเน้นเรื่องเวิร์ลคลาสเดสติเนชั่นอาจจะคล้ายกับทางพรรคเพื่อไทย แต่จะลงลึกมากกว่าโดยจะยกระดับ 4 ด้าน คือ 1.การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ ท่องเที่ยวเชิงกีฬา และงานอีเวนต์ระดับโลก & เทศกาลดนตรีระดับชาติ 

เรือธงของพรรคในการใช้งานโกลบอลอีเวนท์ ไม่ใช่มิวสิคเฟสติวัลที่จัดกัน แม้มีประโยชน์ในเรื่องของการท่องเที่ยว แต่โกลบอลอีเวนท์ พรรคเราจะมากกว่าในเรื่องของการศึกษา จะทำให้เป็นงานเอ็กซ์โปด้านการศึกษา การแนะนำการท่องเที่ยว อย่างเวิร์ลเอ็กโปที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไทยสามารถทำได้มากกว่านี้

พรรคเรามีโครงการที่สามารถทำให้เมืองไทยเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่ใหญ่กว่า Tomorrow Land นั่นคือสิ่งที่เรามั่นใจ และเป็นเป้าหมาย นอกจากนี้ การบูรณะการร่วมกันจะเกิดขึ้นได้จากภาครัฐซัพพอร์ต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ การหาวันสต็อปเซอร์วิส เรื่องแหล่งเงินทุน 

โดยภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกัน รวมถึงดึงต่างชาติร่วมลงทุนกับไทย เราสามารถพาประเทศพัฒนาไปได้ สร้างประเทศจากประสบการณ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างคน สร้างอาชีพ สร้างอนาคต

ประเด็นแรกที่ต้องพูดถึงคือ “ราคา” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยมองเป็นอันดับแรก หลายคนตั้งคำถามว่า หากราคาใกล้เคียงกัน ระหว่างเที่ยวในประเทศกับเที่ยวต่างประเทศ เหตุใดจึงเลือกไปเที่ยวเมืองนอก ความจริงที่ต้องยอมรับคือ การท่องเที่ยวในประเทศไทยบางครั้งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบิน เช่น กรณีในปีที่ผ่านมา การเดินทางไปภูเก็ตมีราคาตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวสูงกว่าหมื่นบาท ปัจจัยนี้จึงมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยว่าจะเลือกเที่ยวในประเทศหรือไม่ นี่คือปัจจัยแรก

ปัจจัยที่สองคือแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยที่พัก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐาน การเดินทางท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ควบคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร นักท่องเที่ยวจึงมักตัดสินใจจากภาพจำ เช่น อยากสัมผัสอากาศเย็นก็ไปเชียงใหม่ อยากเที่ยวทะเลก็ไปภูเก็ต แต่สำหรับเมืองรองนั้น จริง ๆ แล้วสามารถขยายศักยภาพได้ หากมีการค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการว่าควรพัฒนาอะไรได้บ้าง

นายรัชต์เชียร กล่าวว่า แนวทางหนึ่งคือการแบ่งงบประมาณออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกใช้เพื่อส่งเสริมการตลาด เช่น การใช้ KOL หรือ KOC มาช่วยพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในพื้นที่ ส่วนที่สองเป็นงบประมาณสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อนำไปพัฒนาที่พัก ร้านอาหาร และโปรแกรมทัวร์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งสองส่วน สิ่งเหล่านี้คือกลไกหลักที่จะช่วยผลักดันการท่องเที่ยวในประเทศ และทำให้คนไทยหันมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

หากมองในมุมของธุรกิจบริษัททัวร์ คำถามคือจะทำอย่างไรให้คนไทยเลือกใช้บริษัททัวร์ในการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการใช้ทัวร์จะช่วยให้ราคาถูกกว่าการเดินทางเองได้อย่างไร หากมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาธุรกิจทัวร์ บริษัททัวร์สามารถทำหน้าที่เป็นแม่งาน เชื่อมโยงโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในพื้นที่ บริษัททัวร์ยินดีทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างทุกฝ่าย เพราะจะทำให้เกิดโปรแกรมใหม่ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ และมาตรฐานใหม่ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

เมื่อมีโปรแกรมที่หลากหลายและตอบโจทย์คนไทยมากขึ้น บริษัททัวร์สามารถนำไปจำหน่ายต่อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน หากเป็นโปรแกรมทัวร์ใกล้ ๆ อย่างพัทยา คนกรุงเทพฯ อาจเลือกขับรถไปเอง แต่หากมีโปรแกรมที่แปลกใหม่ แตกต่าง และมีราคาที่สมเหตุสมผล ก็จะช่วยให้คนไทยตัดสินใจใช้บริการทัวร์มากขึ้น

ในหลายกรณี นักท่องเที่ยวอาจมีงบประมาณอยู่แล้ว เช่น 20,000 บาท แต่เมื่อเจอค่าตั๋วเครื่องบินคนละหมื่นกว่าบาท ก็เลือกยกเลิกการเดินทาง หากเป็นการเดินทางกับบริษัททัวร์ การบริหารจัดการต้นทุนแบบรวมกลุ่มอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลงได้ โดยเฉพาะหากมีการสนับสนุนและกำกับดูแลจากภาครัฐ

แม้ว่าการท่องเที่ยวด้วยตนเองจะเป็นทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยว แต่หากต้องการพัฒนาวงการทัวร์ในประเทศไทย บริษัททัวร์ซึ่งปัจจุบันเผชิญการแข่งขันจาก Free Independent Traveler และ OTA จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงระบบ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรในแต่ละจังหวัด ผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน จะช่วยบูรณาการการพัฒนา ปรับราคาให้เหมาะสมกับคนไทย และยกระดับการท่องเที่ยวในประเทศได้อย่างยั่งยืน