วันนี้ (28 เม.ย.69) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 เปิดเผยว่า หากรัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ตามกระแสข่าวจะมีการเพิ่มเงิน 1,000 บาท/เดือน จากเดิมได้ 300 บาท/เดือนนั้น เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่กลุ่มเปราะบางเป็นเวลา 4 เดือน โดยคนกลุ่มนี้จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส หรือไทยช่วยไทย พลัส
เบื้องต้นประเมินผลทางเศรษฐกิจ ข้มูลมีผู้ถือบัตรคนจนราว 14 ล้านคน รัฐบาลเพิ่มเงินให้ 1,000 บาท/คน ในช่วง 4 เดือน (เดือนมิ.ย.-ก.ย.69) คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนราว 56,000 ล้านบาท หากรวมกับโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะแจกเงินให้ประชาชนอีก 4,000 บาท/คน คาดว่าจะทำให้เม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 80,000-100,000 บาท
“กลไกของคนละครึ่งคือการดึงให้ประชาชนออกมาใช้จ่าย และรัฐช่วยสมทบ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนทันที ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่ได้ผลในเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเงินส่วนนี้จะเข้าไปช่วยประคองสถานการณ์น้ำมันที่จ่ายแพงขึ้น ถือเป็นมาตรการเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อน และประคองเศรษฐกิจไม่ให้มีอาการซึมเกินไป”
ในภาพรวมเศรษฐกิจมีปัจจัยสนับสนุนยังคงมาจากภาคการส่งออกที่ยังไม่แสดงสัญญาณหดตัว แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความคุ้มค่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งพยายามเช็กอยู่คือ 1. การส่งออกนั้นตกลงมั้ย ปรากฏว่าการส่งออกของไทยในเดือนล่าสุด 30,000 กว่าล้าน ยังไม่ยุบไม่ย่อ แต่มันขาดดุลการค้า แสดงว่าการส่งออกนั้นจะทำให้เกิดการหมุนเวียนในการผลิตอยู่ ยังไม่มีสัญญาณเชิงลบจากผู้ประกอบการ หรือจากภาพที่มีการมองว่าการส่งออกยุบย่อ ดังนั้น การจ้างงานเพื่อขายตลาดต่างประเทศยังคงใช้ได้
สำหรับบรรยากาศของการท่องเที่ยว เชื่อว่าไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้มค่า และทราบมาว่าการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวที่ยังคงเส้นคงวา ยังเป็นตัวดุนเศรษฐกิจ”
“ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณลบชัดเจนจากการส่งออก ขณะที่การท่องเที่ยวยังช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ดี นี่เป็นสองเครื่องยนต์หลักที่ยังทำงานอยู่”
บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ระบุว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน ประเมินว่ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 1.36 แสนล้านบาท แม้จะช่วยหนุน GDP ได้ 0.2% แต่อาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิง Fwd PER 16 เท่า และ EPS ที่ 94.1 บาท ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นมาตรการนี้สร้าง Sentiment บวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG และ OSP รวมทั้งกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อาทิ MTC, SAWAD, TIDLOR และ AEONTS
