ครม. นัดแรก เคาะงบกลาง 3,707 ล้านบาท อุ้มค่าครองชีพประชาชน ฝ่าวิกฤตพลังงาน

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

46 นาทีก่อนหน้า

ครม. นัดแรก เคาะงบกลาง 3,707 ล้านบาท อุ้มค่าครองชีพประชาชน ฝ่าวิกฤตพลังงาน

วันนี้ (11 เม.ย.​ 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ 4 มาตรการใหญ่ อนุมัติงบกลางรวม 3,707 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้

1.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

กลุ่มเปราะบาง รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท หรือใช้วงเงินเพิ่ม 1,322.84 ล้านบาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2569 ถึงวันที่ 12 พ.ค. 2569

กลุ่มประชาชนทั่วไป ได้เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้

ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัว เพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2570

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย

 สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เม.ย. 2569

สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.69% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2569

สินเชื่อโซลาร์รูฟท็อป (Solar Roof) สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตรา ดอกเบี้ย 6% ต่อปี

ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ย แทนเกษตรกร 3% ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

3.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

ดูแลตั้งแต่สภาพคล่องไปจนถึงการสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัว (Transformation) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางผ่อนปรนเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง เช่น หากไม่สามารถลงนามสัญญาได้จะไม่ถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานและได้คืนหลักประกัน, อนุญาตให้เจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม รวมถึงขยายเพดานราคากลางน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 51.00 – 69.99 บาท/ลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลาง (ค่า K) สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ส่วนกลุ่ม SMEs และผู้ส่งออก จะช่วยเหลือโดยให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนและปรับตัว

ส่วนของ SME D Bank จะออกโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ดอกเบี้ย 3 %ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท/ราย เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและ EV

ส่วน E XIM Bank ออกมาตรการ EXIM Support Plus ดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่แบกรับต้นทุนขนส่งสูงขึ้น พร้อมมอบเบี้ยประกันส่งออกอัตราพิเศษ

4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง

คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่

1. กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท

2. กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท

3. กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3

(รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท

4. กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท

5. กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท

6. กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท

7. สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยในช่วง 6 – 19 เม.ย. 2569 จำนวน 200 ล้านบาท