ธปท. หั่นดอกไร้ผล “แบงก์” ดื้อไม่ปล่อยกู้ ทำสินเชื่อหาย 6 เดือน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
23 มิถุนายน 2568

วันนี้ (23 มิ.ย.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะนี้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง จากกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ความคล่องตัวทางด้านการเงินน้อยลง รวมถึงจากการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ หรือเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชน ก็มีปัญหาเดียวกันคือเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้
แม้การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยในปี 2568 มาแล้วถึง 2 ครั้งในการประชุมเดือน ก.พ. และเดือน เม.ย. ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% อีกทั้งปลายปี 2567 ได้ลดดอกเบี้ย 0.25% ทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.75% จาก 2.50% แต่ผลก็คือภาคประชาชนและเอกชนยังเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้
ดังนั้น นโยบายการเงินที่เริ่มใช้มาเกือบ 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.67 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ส่งสัญญาณที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ และไตรมาสที่ 2/2567 จะเห็นสถานการณ์เงินเฟ้อที่ประกาศโดย กระทรวงพาณิชย์ ตัวเลขติดลบในเดือนเม.ย. และเดือนพ.ค.68 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดทางเทคนิค
“แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ลดลงและติดลบจะมาจากหมวดพลังงานและหมวดผักผลไม้บางอย่าง แต่หากดูตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และเติบโตไม่โดดเด่น ซึ่งชี้ให้เห็นกำลังซื้อที่แผ่วบางลงต่อเนื่อง”นายธนวรรธน์กล่าว
ทั้งนี้ ในการประชุมของ กนง. วันที่ 25 มิ.ย.68 ควรพิจารณาในเรื่องของการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากที่ลดดอกเบี้ยแล้ว 3 ครั้ง ถึง 0.75% แต่ไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะมาตรการทางการเงินจะมีระยะเวลาของผลกระทบต่อระบบเศรษกิจประมาณ 6-9 เดือน ซึ่งนโยบายที่ใช้มาแล้วราว 6 เดือน อาจยังไม่เกิดผล
ซึ่งการใช้มาตรการทางการเงินลำพังยังไม่ใช่ทางออกสุดท้าย แม้จะเป็นมาตรการเสริม แต่การที่เงินเฟ้อติดลบก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ ธปท. ยังต้องยึดเป้าหมายเงินเฟ้อในกรอบ 1-3% และต้องเร่งให้เงินเฟ้อไทยกลับเข้ามาใกล้ 1% ตามเป้าหมายที่กำหนด ถ้าเงินเฟ้อยังติดลบแสดงว่าเศรษฐกิจไทยซึมตัวลง และไม่มีท่าทีฟื้นขึ้น
“ดังนั้น อาจเห็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องได้อย่างน้อยอีก 0.50% สำหรับปีนี้ แต่สำคัญมากกว่าการใช้ดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจคือการปรับโครงสร้างหนี้ และหามาตรการผ่อนคลายการให้สินเชื่อ จุดนี้เป็นการทำงานระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. รวมถึงหน่วยงานเศรษฐกิจ เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ”นายธนวรรธน์กล่าว