อึ้ง! วิกฤติหนี้ท่วม คนไทย 38% แบกหนี้คนละ 5.4 แสนบาท!

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

20 กันยายน 2567

อึ้ง! วิกฤติหนี้ท่วม คนไทย 38% แบกหนี้คนละ 5.4 แสนบาท!

วันนี้ (20 ก.ย.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หัวข้อ หนี้: The Economics of Balancing Today and Tomorrow ว่า หนี้ครัวเรือนช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 90% ของจีดีพี ซึ่งมาพร้อมภาวะการเงินไทยที่เปราะบางขึ้นเรื่อยๆ โดย 38% ของคนไทยมีหนี้ในระบบปริมาณหนี้เฉลี่ย 540,000 บาทต่อคน

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า และส่วนใหญ่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ครัวเรือนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ต้องก่อหนี้ในช่วงที่ขาดรายได้จากวิกฤติโควิดเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ เนื่องจากรายได้ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่เพียง 22% ของคนไทยที่มีเงินออมในระดับที่เพียงพอ และมี 16% ที่มีการออมเพื่อการเกษียณอายุ


ข่าวน่าสนใจอื่น


ขณะเดียวกัน ระดับประเทศประสบปัญหาการลงทุนต่ำมาต่อเนื่อง การลงทุนโดยรวมของไทยจากที่เคยโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ขณะนี้เหลือเพียง 2% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในภาคอุตสาหกรรมไทยมีบริษัทไม่ถึง 3% ที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ทำให้การลงทุนด้านนี้ต่ำที่ 1% ต่อจีดีพี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลี สูงถึง 5% ต่อจีดีพี

นอกจากนี้ ระดับโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและอนาคตของคนทั่วโลก สะท้อนข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่าผลกระทบจากความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8 เท่าตัว ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

“ปัญหาเหล่านี้แจกต่างกัน แต่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง และปัญหาเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญ โดยเป็นปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลระยะสั้นเป็นหลัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในอนาคตมากเท่าที่ควร อาจเรียกเป็นปัญหาหนี้ ที่ตัวเรา และคนรุ่นหลังต้องมาชดใช้”นายเศรษฐพุฒิกล่าว

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

แนะ 3 วิธีแก้หนี้ยั่งยืน-ชี้นโยบายรัฐมองระยะยาว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ของสังคมไทยอาจต้องเร่งปรับแก้กฎ กติกา รวมไปถึงการบังคับใช้กฎกติกาอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ ต้องแก้ความล้มเหลวของตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ที่นำไปสู่การสร้างหนี้

2.ด้านสังคม ต้องสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) ที่ตอบโจทย์ ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องกังวลถึงปัญหาเฉพาะหน้า และ 3.ด้านการเมือง ต้องผลักดันให้เกิดระบบถ่วงดุลที่ดี ที่จะทำให้นโยบายสาธารณะในด้านต่างๆ เป็นไปโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างระยะสั้นและระยะยาว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า บริบทของประเทศไทยมีนโยบายในอดีตที่ให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายเหล่านั้นอาจส่งผลต่อประเทศในระยะยาว เช่น งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ แสดงให้เห็นว่านโยบายพักหนี้เกษตรกร ส่งผลให้ลูกหนี้กว่า 60% มีโอกาสเป็นหนี้เรื้อรัง และกว่า 45% มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กลับกัน นโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ที่อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนในวันนี้ ก็เป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น เช่น การเพิ่มรายได้ภาษีในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศยั่งยืนขึ้น หรือการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศให้พร้อมสำหรับวันข้างหน้า

“สิ่งต่างเหล่านี้ กำลังทำให้ประเทศเสียโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ก่อให้เกิดปัญหาหนี้ที่แม้จะไม่ใช่เรา แต่คนที่อยู่ในประเทศของเราต้องแบกรับในอนาคต”นายเศรษฐพุฒิกล่าว

เช่นเดียวกับนโยบายสาธารณะอื่นๆ นโยบายการเงินมีต้นทุนและผลประโยชน์ที่ผู้ดำเนินนโยบายต้องพยายามรักษาสมดุลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว


ยกแบงก์ทั่วโลกเป็นอิสระ

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธนาคารกลางทั่วโลก มีพันธกิจที่คล้ายคลึงกันคือ ไม่เพียงต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องเสริมสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งต้องอาศัยเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญ ธนาคารกลางจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องให้น้ำหนักกับเสถียรภาพในระยะยาว

ถึงแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถทำได้ผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวในระยะสั้น แต่แลกมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ และอาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจจากการก่อหนี้เกินตัวหรือพฤติกรรมเก็งกำไรของนักลงทุน ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาวหรือนำไปสู่วิกฤตร้ายแรงได้

หน้าที่ในการ “มองยาว” ของธนาคารกลางจึงต้องมาพร้อมกับอิสระในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว หลาย ๆ ครั้งในการทำหน้าที่ของธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่สวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้างและย่อมมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

ดังนั้น หากธนาคารกลางไม่อิสระเพียงพอก็อาจทำให้เสียหลักการของการมองยาวได้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา ตัวอย่างงานวิจัยของ IMF ในปี 2023  พบว่าประเทศที่ธนาคารกลางมีความเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ สามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดีกว่าและประสบความสำเร็จในการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ


ธปท.ออกมาตรการหนุนลูกหนี้

ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการในหลายๆ ด้านเพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในระยะยาว ทั้งการดำเนินนโยบายการเงินที่คำนึงถึงเสถียรภาพเป็นสำคัญ โดยใช้ policy mix ที่เหมาะสม รวมถึงการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน ต้องไม่เอื้อให้เกิดการสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ การออกมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อยกระดับมาตรฐานของสถาบันการเงินให้มีความรับผิดชอบต่อลูกหนี้ตลอดวงจรของการเป็นหนี้
และส่งเสริมให้ประชาชนไทยมีวินัยทางการเงิน

“อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและการพัฒนาระบบการเงินที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงเพื่อสนับสนุนครัวเรือนและธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจในโลกยุคใหม่”นายเศรษฐพุฒิกล่าว