เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
13 ธันวาคม 2568

วันนี้ (12 ธ.ค.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจต่อการยุบสภา โดยการยุบสภาได้สลายความไม่ชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเวลาจำกัดและมองว่าการยุบสภาก่อนข้อตกลงเดิมเพียงเดือนเศษๆ ไม่น่ากระทบเศรษฐกิจมากนัก
อย่างไรก็ดี ช่วงจังหวะนี้เป็นจังหวะทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมปัญหาความขัดแย้งทางชายแดนกับกัมพูชา และปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมทั้งข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า
ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 ด้าน ดังนี้
1.ด้านการลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI โดยนักลงทุนต่างชาติอาจจะรีรอก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอมาตรการของภาครัฐ หรือนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง แต่เชื่อว่ากระทบไม่มาก เพราะนักลงทุนที่เลือกที่จะ WAIT AND SEE อาจจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แต่นักลงทุนที่คุ้นเคยและตั้งใจลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วน่าที่จะเข้ามาลงทุนและหาโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้ง
2.คือกำลังซื้อ เมื่อรัฐบาลยุบสภาอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 มาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกทั้งการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่อาจจะไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้วยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ เช่นรถไฟฟ้าสายสีส้ม สีม่วงใต้ รถไฟความเร็วสูงไทยจีน
3.คือความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนจากการยุบสภาก่อนข้อกำหนดเดิมเล็กน้อยก็ไม่น่ากระทบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนมากนัก ซึ่งไม่น่าทำให้เงินบาทหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ดีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่สูงขึ้นน่าทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จากระดับ 1.50% เหลือ 1.25%
อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่มีการยุบสภา เชื่อว่าทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอยู่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในช่วงต้นปีหน้า และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจปีหน้า
นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว การยุบสภาที่เร็วกว่าข้อกำหนดเดิมมีปัจจัยบวกด้วยกันอยู่ 3 ด้าน
1. งบประมาณปี 2570 น่าจะผ่านรัฐสภาชุดใหม่ทันกำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งแน่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนและอื่นๆ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งก่อนหน้า ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่าเดิมเดือนเศษๆน่าที่จะทำให้การนับคะแนนการจัดตั้งรัฐบาลทันในช่วงการไตรมาส 2และมีรัฐบาลใหม่ในช่วงต้นไตรมาส 3
2.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่น่าจะสามารถเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐรวมทั้งการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้น่าจะสนับสนุนทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีการลงทุนมากขึ้นและสนับสนุนการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี
3.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่น่าที่จะมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้นหลังจากที่รัฐบาลรักษาการอาจจะไม่สามารถมีอำนาจเต็มในการออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถออกมาตรการให้งบกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ
“เรายังไม่ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยแต่ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้วที่ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น”
สุดท้ายต้องหาความหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังสามารถสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อย ก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น ทั้งสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย รวมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงที่เหลือจากนี้ไป