“เอกนิติ” ชู 7 สัปดาห์ คลอด 7 มาตรการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
25 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (25 พ.ย. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน WIN BIG TOGETHER “พลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย 2569 : ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ” จัดโดย “เพจอีจัน” ณ หอประชุม NT Auditorium อาคาร 9 ชั้น 2 สำนักงานแจ้งวัฒนะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ว่า ที่ตอบรับมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีความตั้งใจที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการออกแบบนโยบายมีจุดมุ่งหมาย “WIN BIG TOGETHER” เหมือนชื่อหัวข้อในวันนี้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเหมือนกัน ซึ่งคล้ายกับแนวนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้ข้อจำกัดในการทำงาน 4 เดือน หรือ 4 บวก 4 คือทำงานในตำแหน่งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร 4 เดือน และยุบสภา เป็นรัฐบาลรักษาการอีก 4 เดือน
ดังนั้นนโยบายจะต้อง Quick และ Big หรือใหญ่พอไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยถือเป็นหัวข้อที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายให้ผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในธีมที่ใช้กรอบการออกแบบนโยบายคือ “Quick Big Win” ซึ่งมีกรอบการทำงาน 3 ส่วน คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งหมายถึงการทำให้การเติบโตและการกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายตัวออกไปถึงคนไทยทุกคน หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับคนระดับล่างเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ตลอดการทำงานในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมามีมาตรการออกทุกสัปดาห์ ซึ่งมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก ได้แก่ 1. มาตรการคนละครึ่งพลัส โดยคำว่าพลัสมีแนวคิดสำคัญคือ “ให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา” ซึ่งการให้เบ็ดคือสิ่งที่ตั้งใจจะทำคือสร้างเครื่องมือให้พวกเขาสามารถเติบโตได้เอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทีมเศรษฐกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยในปัจจุบันมีร้านค้าร่วมโครงการมากกว่า 9 ร้านค้า
2.มาตรการช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 13.4 ล้านราย โดยรัฐบาลได้เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น
3.การลดภาระหนี้สินของประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินโครงการซื้อหนี้รายย่อยเพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนผ่านกลไก Asset Management Company (AMC) ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้”
4.มาตรการลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพ เช่น การลดราคาสินค้าและช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร
5.การเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 3 ล้านราย ด้วยการเชื่อมโยงธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น PromptBiz ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
6.การลงทุนในอนาคต รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในภาคดิจิทัล พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง BOI FasPass และ Fast Track เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
7.การพัฒนาศักยภาพของแรงงานและการ Upskill/Reskill ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับแรงงานและผู้ประกอบการกว่า 400,000 ราย เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างรายได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการช่วยเพิ่มยอดขายของให้ปังทางออนไลน์ โดยรัฐบาลร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีออนไลน์ พร้อมร่วมือกับธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และจับมือกับกรมธุรกิจการค้าเพื่ออมรมร้านค้าให้สามารถขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลนได้ พร้อมเติมเงินจูงใจในการเรียน 20% สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า ล่าสุดมีร่านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 6 หมื่นร้านค้หลังเปิดให้เรียนไม่ถึงสัปดาห์ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครการคนละครึ่งพลัส รายได้เพิ่มขึ้น 300-400 เท่า วินจักรยานยนต์รายได้เพิ่มขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในทุกๆ มาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกคนในสังคม พร้อมยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังจะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้จะเน้นการลงทุนในภาคส่วนที่มีอนาคตและสร้างงานใหม่ให้กับประชาชนไทย พร้อมกับการยกระดับศักยภาพของประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้มีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับโลก