สถิติฯ ส่อสแกน 13.ล้านคน ตัดจนไม่จริง-สวมสิทธิ คาดเหลือ 9-10 ล้านคน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

1 พฤษภาคม 2569

สถิติฯ ส่อสแกน 13.ล้านคน ตัดจนไม่จริง-สวมสิทธิ คาดเหลือ 9-10 ล้านคน

ตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.4 ล้านคน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่กลุ่มเปราะบาง โดยจะตรวจสอบผู้ถือบัตรเดิมว่ามีสถานะอย่างไรในปัจจุบัน

วันนี้ (1 พ.ค.69) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) โดยสำนักงานสถิติฯ ได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อสำรวจกลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรคนจน ว่าสถานปัจจุบันเป็นอย่างไร ก่อนจะเริ่มโครงการใหม่

“ขณะนี้รอคลังส่งเช็คลิสรายชื่อกลุ่มผู้ถือบัตรคนจน แล้วสถิติจะจัดแบบสำรวจที่มีมาตรฐาน ก่อนส่งให้ กระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงพื้นที่ต่อไป“

นายเอกพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเดิมมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 13.4 ล้านคน จากการสำรวจเมื่อปี 2560 โดยสำนักงานสถิติฯ จะร่วมกับกระทรวงการคลัง มหาดไทย ในการตรวจสอบสถานะปัจจุบัน เช่น ตรวจสอบผู้เสียชีวิตจากทะเบียนราษฎร์ หรือตรวจสอบรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน ไม่ซ้ำซ้อน หรือ ตกหล่น เนื่องจากข้อมูลชุดเก่าเป็นการใช้มานานถึง 9 ปีแล้ว ยังไม่มีการอัพเดทให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน

เบื้องต้นมีการยืนยันข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่าจะมีประมาณ 1.5 ล้านคน ที่ไม่ต้องลงพื้นที่สำรวจซ้ำ ดังนั้นคาดว่าจะเหลือผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 9-10 ล้านคน

ประเด็นการสำรวจ ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บแบ่งออกเป็น 4 ตอนหลัก ได้แก่ 1.ข้อมูลสภาพที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ 2.ข้อมูลอาชีพ 3.ข้อมูลรายได้และภาระค่าใช้จ่าย และ 4.ความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ

นายเอกพงษ์กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าว เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของสำนักงานสถิติฯ เน้นการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลข่าวสาร โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานและการจัดเก็บตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 เพื่อยกระดับข้อมูลของประเทศไทย สู่มาตรฐานโลก รองรับการประมวลผล AI ซึ่งหาก AI ได้ข้อมูลพื้นฐานที่มีคุณภาพ การประมวลผลก็จะถูกต้องและแม่นยำ ไม่มีข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือคาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

ดังนั้น ทิศทางหลักของสำนักงานสถิติฯ คือการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดเก็บข้อมูลที่เดิมมีความกระจัดกระจาย ให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานของ UN (องค์การสหประชาชาติ) และยูนิเซฟ เป็นต้น  

“โดยเฉพาะในส่วนของ OECD  ที่มีคณะกรรมการด้านสถิติโดยเฉพาะ ที่มีการเก็บข้อมูลที่ประเทศต่างๆ ต้องดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐาน  ซึ่งไทยต้องปรับระเบียบวิธีจัดการข้อมูลให้เป็นสากลเพื่อการยอมรับในระดับนานาชาติ”