“กฤษณ์” ชี้ 3 ปัจจัยท้าทาย อนาคตธนาคารไทย
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
13 กันยายน 2568

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจธนาคารปี 2568 ภายใต้ Towards Future Proof Banking ในฐานะ CEO ของธนาคารไทยพาณิชย์ จากการดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 1,137 วันที่ผ่านมา
เป้าหมายตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งคือ หวังให้ธนาคารเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจ Wealth Management และการสร้างธนาคารให้เป็น Digital Bank ที่ยังคงมี Human Touch และยังมีเป้าหมายในการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจลูกค้าสถาบันและธุรกิจลูกค้ารายย่อย รวมถึงการผันตัวเองให้เป็นดิจิทัลให้เร็วที่สุด และมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งในทุก Segment ที่เราดำเนินธุรกิจ
โดยสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว ในช่วงดำรงตำแหน่งคือ การทำให้ ROE หรือ Return on Equity เป็นสองหลัก ด้านต้นทุนต่อรายได้หรือ Cost to Income ตั้งเป้าต่ำ 40% และตั้งเป้าคุมให้อยู่ใกล้ 30% ให้ได้มากที่สุด ด้านรายได้จากช่องทางดิจิทัลอดีตอยู่เพียง 6-7% เท่านั้น มาสู่ปัจจุบันที่ขึ้นอยู่ที่ 25% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงสินเชื่อสีเขียว ที่ปัจจุบันเรายังคงเป็นเจ้าตลาด
ส่วน 2 เรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จคือ การเป็นอันดับ 1 ธุรกิจ Wealth Management และการที่เรามีคะแนน NPS ของลูกค้าที่เลือกเราเป็น Main Bank เป็นอันดับ 1 ทั้งสองเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่ไทยพาณิชย์ต้องทำให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงที่สุด
นายกฤษณ์ กล่าวเสริมว่า ภายใต้สถานการณ์โลกในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ประเทศไทยเองก็เช่นกัน โดยมองว่ามี 3 เรื่องหลักที่ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน และในอนาคต
1.ความไม่แน่นอนของการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้ายังไม่ตกตะกอนดี แม้ว่าจะมีอัตราภาษีที่ดูเหมือนจะมีความแน่นอนแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากพิจารณาในมิติที่ลึกลงไป ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนอีกมาก
อาทิ สัดส่วนของสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทย (Local Content) ที่ยังไม่ตกลงกันในรายละเอียด หรือหากตกลงกันแล้วจะนับอย่างไร ซึ่งจะทำให้เกณฑ์ของภาษีเองก็อาจจะไม่นิ่ง
นอกจากนี้ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกก็ชัดเจนขึ้น จากเดิมที่โลกยึดเกาะกับประเทศในฟากตะวันตกเป็นหลัก แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จีนและรัสเซียได้มีการจัดการประชุมและพูดคุยกันถึงการเน้นเรื่อง Global South บนแรงดึงและแรงดันนี้ จะทำให้เกิดการทุ่มตลาดของจีนมาที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสนามที่โดนสินค้าจีนทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การนับ Local Content ที่ยังไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อภาษีที่เราต้องเผชิญจริงหรือไม่ อย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
2. สถานการณ์เปราะบางของผู้บริโภคและเศรษฐกิจในประเทศ ในภาคของผู้บริโภคหรือลูกค้ารายย่อย ตลาดบริโภคของเราอาจจะเปราะบาง หนี้ครัวเรือนและหนี้บุคคลของลูกค้ามีสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ภายในประเทศในเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยยังคงมีความท้าทาย รวมถึงภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวอาจจะไม่ดีนัก ดังนั้น ความท้าทายในภาพรวมของเศรษฐกิจจึงยังคงมีอยู่
3. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในธุรกิจธนาคารในเชิงธุรกิจ จากมุมมองของธนาคาร มิติของการแข่งขันในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่เข้าตำแหน่งที่ผ่านมามีเป้าหมาย ในการทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ต้องเป็น Digital Bank แต่ยังคงมี Human Touch
การมาของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศผู้ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้ว่าการแข่งขันยังไม่เห็นภาพชัดเจนเนื่องจากกำลังตั้งไข่กันอยู่ แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะ Virtual Bank เหล่านี้จะพยายามปักหมุดในการหาเงินฝาก และเมื่อหาเงินฝากได้แล้วก็ต้องปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะชนกับการดำเนินงานของธนาคารทั่วไปดังนั้น การทำอย่างไรให้เรามีจุดเด่นที่ดีกว่า Virtual Bank จึงเป็นโจทย์สำคัญของทุกธนาคาร
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญคือ ความก้าวหน้าของ AI ธนาคารใดที่สามารถนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เร็วขึ้น ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดได้ และประเด็นเรื่องOpen Banking จากแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะมีการแชร์ข้อมูลให้กับผู้เล่นที่ไม่ใช่ธนาคารและได้รับข้อมูลที่ใกล้เคียงหรือเสมือนหนึ่งเป็นธนาคาร
สิ่งนี้จะนำมาซึ่งโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เข้ามาท้าทาย แต่อีกมิติหนึ่งก็อาจจะเปิดโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ให้กับกลุ่มธนาคาร และจะเปลี่ยนรูปแบบของการทำธุรกิจธนาคาร จากเดิมที่เป็นธนาคารเพียงอย่างเดียวไปทำธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์ความท้าทายที่ธนาคารไทยพาณิชย์บริหารความเสี่ยงเพื่อเตรียมรับมือ ดังนี้
1. เสริมสร้างธุรกิจหลักให้เข้มแข็ง ในสถานการณ์การแข่งขันและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มากมาย เพราะไม่เชื่อว่าเราจะสามารถเป็นธนาคารที่ทำอะไรแบบกลางๆ ในทุกเรื่อง หรือเป็น Average Performer ได้อีกต่อไป เพราะโลกจะกดดันให้คนธรรมดาไม่สามารถเป็นคนธรรมดาได้ ทุกคนต้องเป็นคนพิเศษในมุมมองของตัวเอง
ซึ่งหมายความว่าเราคงต้องเลือกทำ ในการเลือกทำนั้น ไทยพาณิชย์ได้กลับมาดูว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา และเน้นในการทำธุรกิจที่เราเชื่อว่าเป็นจุดแข็ง จุดแข็งของไทยพาณิชย์มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ ธุรกิจลูกค้าสถาบัน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางและธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารความมั่งคั่ง ไปสู่อนาคต
2. ปรับโครงสร้างและลดขนาดองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ภายใต้เป้าหมายที่ต้องการให้ไทยพาณิชย์มี ROE สองหลักและมี Cost to Income ใกล้เคียง 30% ให้ได้มากที่สุด นั่นคือ ต้องลดขนาดองค์กรและปรับขนาดองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โจทย์ในการปรับและลดขนาดองค์กรนี้มาในหลายบริบท ทั้งในบริบทของการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ การมีประสิทธิภาพต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น โดยที่ 1 คนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเทคโนโลยี การลดขนาดขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ หากเราต้องการเน้นธุรกิจสินเชื่อลูกค้าสถาบันและธุรกิจรายย่อยที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจแบบ Wealth Management แน่นอนว่าขนาดขององค์กรของเราก็ต้องเปลี่ยนไปและสอดคล้องกับธุรกิจนั้น
3. ปรับกระบวนการวัดผลและการบริหารจัดการความสำเร็จให้รวดเร็วและชัดเจน เมื่อเป้าหมายในการเลือกความโดดเด่นของเรา หรือการปักหมุดสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นจุดแข็งของเราชัดเจน ควบคู่ไปกับการที่เรากลับมาดูว่าเราต้องสร้างประสิทธิภาพและลดขนาดองค์กรให้มีความสอดคล้อง พร้อมปรับรอบในการบริหารจัดการความสำเร็จ หรือการวัดผลเป้าหมายก็จะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน จากเดิมที่อาจจะมีการประเมินผลเป็นรายปี หรือรายครึ่งปี หลังจากนี้เราคงต้องมาดูสถานการณ์และดูโจทย์ความคืบหน้าในการทำงานเป็นรายเดือน หรืออย่างช้าคือรายไตรมาส และปักหมุดในการดำเนินการแบบจับต้องได้ เห็นผลในระยะสั้น โดยไม่ไปรอผลในระยะกลางหรือไกล เพราะเศรษฐกิจและโลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น โจทย์ของไทยพาณิชย์จากนี้ไปจะมี 3 เรื่องหลักๆ คือเสริมธุรกิจหลักให้เข้มแข็ง ปรับธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และลงมือทำบนเป้าหมายการประเมินอย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยไม่รอไปจนถึงสิ้นไตรมาสหรือสิ้นปี