ครม. เคาะ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชงสภา 14 พ.ค. 69 ย้ำรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
18 นาทีก่อนหน้า

วันนี้ (5 พ.ค. 69) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้อำนาจกระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด หรือพ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ การตัดสินใจนี้สืบเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งลุกลามไปสู่ราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจำเป็นต้องสกัดกั้นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงจากเศรษฐกิจถดถอย (Stagflation) จึงต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินเร่งด่วน

โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1.บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพและประคองเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) รวมถึงลดต้นทุนภาคการผลิต เช่น ปัจจัยการผลิตและปุ๋ย 2.ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยุคใหม่ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ต้นทุนพลังงานถูกลง รวมถึงการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) บุคลากรในภาคการผลิตหรือเกษตรกร และยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า โดยรัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จากเดิม 5 แสนล้านบาท เพื่อรักษากวินัยการคลังซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ในระดับ 66% จากกรอบเพดานหนี้ฯ 70% ซึ่งหากกู้เงินเต็มวงเงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้หนี้สาธารณะแตะ 69%
“รัฐบาลตัดสินใจใช้วงเงิน 4 แสนล้านบาท จากเดิมที่มีข่าว 5 แสนล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง โดยประเมินแล้วว่าหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ไม่เกิน 70% ของ GDP แบ่งเป็น 2 ส่วน 2 แสนล้านบาทแรก ใช้เยียวยาบรรเทาผลกระทบ ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยแปลงวิกฤตเป็นโอกาสสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในบ้านเรือน”
โดยวิกฤตครั้งนี้ถือว่ารุนแรง รวดเร็ว และมาเป็น 5 ระลอก ได้แก่ 1. สงคราม 2. วิกฤตพลังงาน/ราคาน้ำมัน 3. วิกฤตต้นทุนการผลิต 4. วิกฤตค่าครองชีพ และ 5. วิกฤตกำลังซื้อหดตัว ซึ่งหากปล่อยไว้จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต (Stagflation) ที่แก้ได้ยากมาก ประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักเพราะพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 7-8% ของจีดีพี
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า สาเหตุที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะงบประมาณปี 2569 เหลือไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท และงบกลางเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเศษ ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนต.ค. (อีก 5 เดือน) ซึ่งไม่ทันต่อการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยในวันที่ 14 พ.ค. จะเสนอสภาฯ พิจารณา หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยกำหนดให้พิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. นี้ และสามารถเบิกใช้ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2570