วิจัยกรุงศรี ชี้แผน “รัฐบาล” โยกงบฯ 1.57 แสนล้าน ผลดีกว่าแจก 10,000

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

27 พฤษภาคม 2568

วิจัยกรุงศรี ชี้แผน “รัฐบาล” โยกงบฯ 1.57 แสนล้าน ผลดีกว่าแจก 10,000

วันนี้ (27 พ.ค.68) รายงานจาก วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ตามที่รัฐบาลปรับใช้งบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า ประกอบด้วย 1.โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 2.โครงการลงทุนด้านคมนาคม

3.โครงการลงทุนพัฒนาการท่องเที่ยว และ 4.โครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ทั้งนี้ วางแผนให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 3 หรือทำเป็นงบผูกพันก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณ 2568

การปรับการใช้งบประมาณจากการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไปสู่การลงทุนในโครงการขนาดเล็ก-กลาง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

เช่น ระบบบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม และการท่องเที่ยว นอกจากจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการจ้างงานและการใช้จ่ายของรัฐแล้ว ยังช่วยเสริมศักยภาพของการผลิตในระยะยาว ขณะเดียวกันโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอาจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยในการกระจายรายได้ และเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงการ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็วและกระจายลงสู่กลุ่มเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้

หากภาครัฐสามารถผลักดันให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงภายในปีงบประมาณก็จะสามารถสร้าง multiplier effect ที่มากกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว ซึ่งมีผลระยะสั้นและอาจกระจุกตัวในบางกลุ่มผู้บริโภค

ทั้งนี้ ควรมีกลไกติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความคุ้มค่าทางการคลังในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

แนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ยังอ่อนแอ ขณะที่ BOI มีการปรับเกณฑ์เพื่อส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศมาตรการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วย 1.ส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพของ SMEs ไทย 2.งดส่งเสริมกิจการที่มีความเสี่ยงจากมาตรการการค้าต่างประเทศ 3.กำหนดเงื่อนไขกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ และ 4.ปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างงานบุคลากรต่างชาติ

นอกจากนี้ ยังออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด โดยให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม เช่น จากเดิม 5 ปี เป็น 8 ปี สำหรับกิจการสร้างแหล่งท่องเที่ยว และจากเดิม 3 ปี เป็น 5 ปี สำหรับกิจการโรงแรม

เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีความเปราะบาง ได้แก่ 1.สภาพัฒน์ฯ รายงานการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปียังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ที่ -0.9% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 2.มูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใน
ไตรมาส 1 อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท ลดลง 7.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

และ 3.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ที่ 89.9 ข้อมูลเหล่านี้อาจเกิดจากภาคธุรกิจตัดสินใจชะลอการลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ แม้ล่าสุด BOI ได้มีการปรับปรุงเกณฑ์สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการลงทุนทั้งในภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการเหล่านี้อาจไม่เพียงพอในการเร่งฟื้นฟูการลงทุนในวงกว้าง

ขณะที่ภาคธุรกิจยังรอความชัดเจนจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจแกนหลัก นโยบายของภาครัฐที่ทันต่อเหตุการณ์และตรงกลุ่มเป้าหมายอาจมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจ แนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนในปี 2568 จึงยังมีความเสี่ยงที่จะหดตัวต่อเนื่อง และกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป