ส่องเศรษฐกิจ “ปีมะเส็ง” มรสุมยังรุมหนัก วัดกำลัง “รบ.อุ๊งอิ๊ง”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

6 มกราคม 2568

ส่องเศรษฐกิจ “ปีมะเส็ง” มรสุมยังรุมหนัก วัดกำลัง “รบ.อุ๊งอิ๊ง”

ก้าวเข้าสู่ปีงูเล็ก (มะเส็ง) กันแล้ว เชื่อว่าคนไทยทุกคนคาดหวังและขอพรให้มีชีวิตดีขึ้น รวมถึงตั้งความหวังกับเศรษฐกิจไทยในปี 68 จะส่งสัญญาณฟื้นตัว และทำให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงมากมายที่เป็นผลพวงมาจากปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าในปีก่อน

หลังจากปีมังกร (มะโรง) เศรษฐกิจไทยออกสตาร์ทได้ดีในช่วงต้นปีเท่านั้น จากนั้นเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน โดยเฉพาะผลจาก “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ทำให้ภาคการส่งออกซึมตัวลง ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยเผชิญปัญหาสินค้าจีนราคาถูกเข้ามาตีตลาดไทยรอบด้าน ทำให้หลายกิจการในไทยปิดตัว

สะท้อนตัวเลขการปิดกิจการของไทยในปี 67 อัพเดท ณ สิ้นเดือน พ.ย.67 มีทั้งสิ้น 17,614 ราย คาดว่าตลอดทั้งปี มีโอกาสพุ่งทะลุเกิน 20,000 รายกันเลยทีเดียว

และเมื่ออาชีพถูกตัดขาด การจ้างงานก็ลดลง ซ้ำค่าครองชีพก็สูงขึ้น รวมถึงครัวเรือนที่มีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนอีก เชื่อได้เลยการใช้จ่ายของประชาชนเริ่มจำกัดแค่เพียงการซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น

ซึ่งจากภาพรวมปัญหาหนักที่เกิดขึ้นก็มี “ภาคท่องเที่ยว” ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เพราะถือเป็นพระเอกหลัก จากที่ได้ทำนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว ก็เห็นผลได้ดีทีเดียว แต่แล้วกลับมาเกิดเหตุสลดกราดยิงในห้างดัง ทำให้นักเที่ยวหายไป แต่ก็เริ่มเร่งเครื่องช่วงไฮซีซั่น ซ้ำร้ายมาเจอกับน้ำท่วมอีกระรอก

ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทย รัฐบาลยังไม่สามารถเข็นให้จีดีพีแตะ 3% ได้อย่างแน่นอน…

รัฐบาลคาดจีดีพีปี’68 แตะ 3%

สะท้อนจากกระทรวงการคลัง นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจารคลัง (สศค.) ระบุว่ากระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 67 ขยายตัวที่ 2.7% ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการจ่ายเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงทำให้คงประมาณการเท่าเดิม

สำหรับเศรษฐกิจปี 68 กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5% จากปัจจัยบวก 5 ด้านหลัก คือ 1.การบริโภคภาคเอกชน 2.การส่งออกสินค้า 3.การท่องเที่ยว 4.แรงสนับสนุนจากงบประมาณปี 68 และ 5.การลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชน

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจารคลัง (สศค.)

สอดคล้องกับ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ คาดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 67 จะขยายตัว 2.6% ส่วนปี 68 คาดว่าจะขยายตัว 2.3-3.3% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.8% ปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ 2.การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ 3.การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และ 4.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า

จับตา 5 ประเด็นฉุดศก.

นายดนุชากล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงปี 68 ควรให้ความสำคัญกับ 1.การขับเคลื่อนภาคการส่งออกให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะนโยบายจากสหรัฐ

2.การปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาด 3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 4.การดูแลเกษตรกรและสนับสนุนการปรับตัวในการผลิตภาคเกษตร และ 5.การให้ความช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อปรับลดลงต่อเนื่อง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ

ปี’67 มังกรซ่อนกาย

ขณะที่ภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้คำนิยามปีมะโรง 67 เป็น “มังกรซ่อนกาย” เพราะหากดูลักษณะมังกรตอนมีการเชิดสิงโตขึ้นจะผงาดอยู่บนท้องฟ้าและโดดเด่น แต่เทียบกับเศรรฐกิจปีนี้กลับผิดพลาด ทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจผิดเป้าไปด้วย จึงนิยามเป็นมังกรซ่อนกาย เพราะไม่เห็นความเจิดจรัสของเศรษฐกิจ

ซึ่งจากที่เศรรฐกิจสะท้อนออกมาผิดฝาผิดฝั่งไปเยอะ เพราะนโยบายรัฐบาล เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตแต่เดิมจะมีการแจกเงิน 10,000 บาท ช่วงเดือน พ.ค.67 ก็ไม่ได้ งบประมาณแผ่นดินที่จะออกได้ช่วงต้นปีก็ไม่ได้ พอเศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เจอน้ำท่วม เมื่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาก็กระตุ้นไม่ไหว

ประกอบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน เกิดขึ้นยืดเยื้อและไม่เป็นใจ รวมถึงหนักสุดเกิดผลช็อกโลกกับการเลือกตั้งเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ได้รับชัยชนะในครั้งนี้ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยแน่นอน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

แจกหมื่นดีเลย์อุ้มเศรษฐกิจไม่ไหว

นอกจากนี้ เศรษฐกิจปี 67 ไม่ได้มีอะไรแปลกไป แต่สิ่งที่ช็อกและผิดฝาผิดฝั่งคือการที่นโยบายของรัฐบาลออกตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะความเป็นรัฐบาล อีกทั้งพรรคแกนนำถูกขนานนามว่าเก๋าเกมทางเศรษฐกิจควรจะรู้ว่าเศรษฐกิจต้องการกระตุ้น ซึ่งงบประมาณแผ่นดินจะลงในราชกิจจานุเบกษา ภายในเดือนเม.ย.67 ควรกระตุ้นเศรษฐกิจไปพลางก่อนผ่านงบลงทุน

แต่รัฐบาลพยายามเตรียมเงินเพื่อดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเดือนพ.ค.67 นโยบายนี้ก็ออกไม่ได้ แต่ไปออกได้เดือนต.ค.67 ขณะเดียวกันเศราฐกิจก็บอบช้ำมากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เศรษฐกิจออกมาแผ่วตัวลง

“เศรษฐกิจปีนี้ยากและแย่มาก ซึ่งทำให้นึกถึง 2 วลีไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้ คือ 1.หนักกว่าต้มยำกุ้ง และหนักกว่าโควิด และ 2.ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง” นายธนวรรธน์กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ปี’68 โจทย์ยาก-ปัญหารุม

ขณะที่มุมมองปี 68 เศรษฐกิจยังออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยว่าปี 68 ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอาจไม่โดดเด่นไปมากกว่าปีนี้มากนัก

เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปัญหาสงครามในหลายภูมิภาค การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งยังขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอิมแพ็กต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อเป็นแรงส่งให้กับเศรษฐกิจในช่วงต้นปีแรกของปี 68

ดังนั้น รัฐบาลเร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ เช่น มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ การส่งเสริมการลงทุนและการท่องเที่ยว ในจังหวัดที่มีศักยภาพ (เมืองรอง) ซึ่งส่วนนี้จะลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น

จับทิศส่งออกป้องเสี่ยงมะกันขึ้นภาษี

นายสนั่นกล่าวอีกว่าสำหรับภาคการส่งออก ช่วงครึ่งหลังของปี 68 ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกหลัก อาทิ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เม็ดพลาสติก และยางล้อ

ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมรับมือเจรจาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้า และส่งออกกับสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยดูแลการค้าให้เป็นธรรม ไม่เป็นตลาดที่ดัมพ์สินค้าไร้คุณภาพ ซึ่งจะทำลายตลาดระยะยาวของประเทศ

นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ห่วงหนี้ท่วมฉุดใช้จ่ายหด

ด้านกำลังซื้อก็น่าเป็นห่วง นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่าปี 68 มีความท้าทายมากมายรออยู่ โดยปรับลดจีดีพีไทยลงจาก 2.6% เหลือ 2.4% สะท้อนมาจากผลกระทบจากความเสี่ยงนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่กดดันการบริโภคภาคเอกชนและการค้าระหว่างประเทศ

รวมถึงแสดงความกังวลผ่านผลสำรวจมุมมองของผู้บริโภคทุกกลุ่ม มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้าจะกระทบกับตัวเองผ่านค่าครองชีพเป็นหลัก โดยประเด็นต้องจับตาคือคุณภาพสินเชื่อรายย่อย ข้อมูลจากเครดิตบูโร (เอ็นซีบี) ทั้งระบบมีแนวโน้มแย่ลงต่อเนื่อง ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายได้ช้า ท่ามกลางการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง

เนื่องจากลูกหนี้บุคคลที่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) มากกว่า 70% ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอ และลูกหนี้บุคคลเอสเอ็ม (กลุ่มค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน) ประมาณ 70-80% มีโอกาสจะกลายเป็นหนี้เสีย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเกษตร สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ชูท่องเที่ยวพระเอกหลัก

แต่ยังมีความหวังกับพระเอกหลักอย่างภาคการท่องเที่ยว น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าเป้าหมายการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ตั้งเป้าหมายการทำงานของ ททท.ไว้เป็นการสร้างรายได้รวมอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน

จากข้อมูลพบว่า ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ธ.ค.67 ทั้งสิ้น 33,491,851 คน สร้างรายได้แล้วประมาณ 1,573,080 ล้านบาท

หากประเมินสัปดาห์สุดท้ายที่มีเทศกาลส่งท้ายปีใหม่ที่มีการจัดงานเคาต์ดาวน์หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ และทั่วไทย ช่วง 3 วันสุดท้ายของปี 67 น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไทยถึง 1.5 ล้านคน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีเข้าเป้า

“รายได้รวมอาจวิ่งไม่ถึงเส้นชัย น่าจะอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาทเท่านั้น เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้นักท่องเที่ยวมีการระมัดระวังในการใช้จ่ายสูง”น.ส.ฐาปนีย์กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในปี 68 เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคน เป็นครั้งแรก พร้อมผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและกีฬาระดับโลกอย่างยั่งยืน

มองดูแล้วปี 68 เศรษฐกิจไทยจะเป็นปีงูเล็กที่เลื้อยแบบหัวซุกหัวซุนพอสมควร จากโจทย์หนักที่พร้อมจะเป็นมรสุมถาโถมเข้ามาท้าทายฝีมือ “รัฐบาล” กับการใช้กลเม็ด เคล็ดลับ ฟาดฟันกับทุกปัญหา และพา “คนไทย” รอดทั้งประเทศ…