น้ำมันโลกพุ่งเกือบ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ตึงเครียด
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
9 มีนาคม 2569

วันนี้ (9 มี.ค 69) ในช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาเอเชีย โดย ณ เวลา 09.50 น. ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude) พุ่งขึ้นเกือบ 26% มาอยู่ที่ราว 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้นมากกว่า 27% แตะระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งแตะระดับสูงสุดในการซื้อขายระหว่างวันที่ระดับ 119.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) พุ่งแตะระดับสูงสุดในการซื้อขายระหว่างวันที่ระดับ 119.46 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยล่าสุด 11.33 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 115.47 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 116.17 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
หลังจากสาเหตุความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เริ่มเผชิญความปั่นป่วน หลังจากเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านช่องแคบดังกล่าว ภายหลังจากที่รัฐบาล เตหะราน ขู่ว่าจะโจมตีเรือที่พยายามผ่านพื้นที่ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันในภูมิภาคเกิดภาวะหยุดชะงักบางส่วน
ขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันสำคัญในภูมิภาคอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และ อิรัก ได้ประกาศปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลง โดยให้เหตุผลว่าสินค้าคงคลังน้ำมันในตลาดมีปริมาณมากเกินไป ทั้งนี้ ปัจจัยด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ได้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะตึงตัวของตลาดพลังงานโลกในช่วงเวลานี้.
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ตอบสนองต่อการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยระบุว่าการปรับตัวขึ้นในระยะสั้นถือเป็น “ราคาที่ต้องจ่ายเพียงเล็กน้อย” เพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของ Iran
ขณะที่ Chris Wright รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันอาทิตย์ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นปฏิบัติการของ Israel ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลภายในประเทศว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ