ยานเกราะไทยตีตลาดโลก “กานต์” ทายาทชัยเสรีรุ่นที่ 2 ชูโมเดลสงครามยุคที่ 5

“กานต์ กุลหิรัญ” ทายาทรุ่นที่ 2 “ชัยเสรี” สืบทอดตำแหน่งต่อจากมาดามรถถัง วอนรัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดันไทยขึ้นแท่นผู้ส่งออกรายใหม่ หวังกวาดรายได้เข้าประเทศกระเป๋าตุง

“ประเทศไทย” ภาพที่ลอยออกมาจากความทรงจำคือ ทะเลสีคราม อาหารรสเด็ด ซีรีส์ปัง สนามกอล์ฟสวยหรู ราคาแพง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง ตัวอย่างเช่น ภาคอุตสาหกรรมของไทย ก็ถือว่ามีความโดดเด่นไม่น้อยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากอดีต สู่ปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ” อุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยสามารถทำได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ตัวถังรถ ล้อยางรถยนต์ไปจนถึงเกราะป้องกันอาวุธปืนและระเบิด แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ “Made in Thailand”

“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” จึงนึกถึง “มาดามรถถัง” หรือ “นางนพรัตน์ กุลหิรัญ” เจ้าของบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด หญิงเหล็กแห่งวงการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กำลังส่งมอบกิจการจากคนรุ่นแม่ ไปยังลูกชายคนโต “กานต์ กุลหิรัญ” ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ของชัยเสรี เข้ามาบริหารกิจการและต่อยอดให้บริษัท มุ่งสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศในโลกของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ย้อนรอย “ชัยเสรี” จากธุรกิจห้องแถว

“กานต์” กรรมการผู้จัดการ หนุ่มวัย 44 ปี เปิดหน้าให้สัมภาษณ์กิจการครอบครัว “กุลหิรัญ” กับทีมเศรษฐกิจอีจันว่า “จุดเริ่มต้นของชัยเสรี ต้องมองย้อนกลับไปเมื่อ 55 ปีที่แล้ว จากธุรกิจเล็กๆ ของคุณพ่อในการผลิตและรับซ่อมลูกหมากรถบรรทุกสิบล้อ ภายใต้ชื่อ “บริษัท สหชัย” ซึ่งช่วงเวลานั้น มีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นมาติดต่อให้ช่วยซ่อมเพลาลูกหมากเก่า ที่มีการใช้ชิ้นส่วนยางพาราผสมอยู่ด้วย ซึ่งคุณพ่อผม นั่งเผายางเก่า และหล่อชิ้นงานขึ้นมาใหม่ได้ออกมาดีมาก คุณภาพของยางที่ใส่เข้าไปใหม่ก็ดีกว่าของใหม่ที่ผลิตจากโรงงานญี่ปุ่น เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงเป็นก้าวแรกของบริษัทในการเข้าสู่อุตสาหกรรมสายพานยางพารารถยานเกราะ

“ในปัจจุบันกิจการของ “ชัยเสรี” แบ่งโครงสร้างใหญ่ๆ ออกมาเป็น 3 หน่วยธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตรถ (Platform Vehicle) คือ การพัฒนาและผลิตรถยานเกราะตั้งแต่ขนาด 4×4 ล้อ หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ (Four-Wheel Drive) จนถึง 8×8 ล้อ โดยโรงงานของเราออกแบบและผลิตเองได้ทั้งหมด คือเริ่มตั้งแต่ศูนย์จนถึงออกมาวิ่งบนถนน” กานต์ กล่าวเล่าฟังถึงอดีตที่ผ่านมา ของบริษัท ชัยเสรี

ดังนั้น จุดเด่นของชัยเสรีคือ ความสามารถในการผลิตรถยนต์ได้ทั้งคัน โดยได้มีการพัฒนาตัวถังรถยนต์แบบ Monocoque ที่มีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงมาก เหมาะกับรถประเภท MRAP (Mine-Resistant Ambush Protected) หรือยานยนต์หุ้มเกราะที่สามารถป้องกันทุ่นระเบิดได้

2. ธุรกิจซ่อมและปรับปรุง (Maintenance & Modification) ถือเป็นธุรกิจที่ต่อยอดจากกิจการเดิมของชัยเสรี ตั้งแต่สมัยคุณพ่อ โดยสายงานนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การซ่อมเพื่อคืนสู่สภาพเดิม (Overhaul) การปรับปรุงและอัปเกรด (Upgrade) หรือเพิ่มสมรรถนะ เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนเกียร์และช่วงล่างใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยานเกราะรุ่นเก่าสามารถกลับมาใช้งานได้ใหม่ ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามความต้องการของหน่วยงาน

และ 3. ธุรกิจชิ้นส่วนยางพารา (Rubber Component) โดยได้นำยางพาราคุณภาพสูงของไทยมาพัฒนาเป็นชิ้นส่วนของสายพานรถ เช่น สายพานรถถัง และยาง Run-flat (ยางที่โดนตะปูตำ หรือยางแบน ก็ยังสามารถวิ่งต่อไปได้)

ทายาทรุ่นที่ 2 มุ่งสู่โลกเทคโนโลยี

“กานต์” กล่าวต่อว่า ในอดีตรถถังจะใช้สายพานเหล็กเป็นตัวขับเคลื่อนในสนามรบ หรือในป่าเขา แต่ในปัจจุบันสนามรบเปลี่ยนไปเป็นการรบในเมือง หรือตามท้องถนน ทำให้รถถังที่วิ่งบนถนนนั้น เบรกหรือหยุดได้ยาก และยังทำลายพื้นผิวถนนอีกด้วย จึงมีการพัฒนาโดยนำยางพาราคุณภาพสูงมาใส่ไว้ในสายพานรถถัง เพื่อให้การวิ่งได้เรียบและเร็วมากขึ้น

นอกจากนี้ Run-flat ยังเป็นอีกจุดแข็งสำคัญของชัยเสรี โดยยางพาราของบริษัทเรานั้น สามารถรองรับสถานการณ์ที่รถถูกปืนยิงหรือถูกระเบิด แต่สามารถเคลื่อนที่ต่อได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทผ่านมาตรฐาน NATO หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

ดังนั้น การพัฒนาและการค้นคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ของรถยานเกราะจึงมีความสำคัญต่อกิจการของชัยเสรี เพราะรถในแต่ละรุ่นจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการร่างและสร้างต้นแบบ เพื่อนำไปทดสอบ และโชว์สมรรถนะของยานเกราะให้กับลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้อสินค้า

ในกรณีนี้ หากมีการแก้ไขหรือปรับปรุง เราก็พร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในทันที ส่วนอุปกรณ์บางประเภทที่บริษัทไม่สามารถผลิตเองได้ ก็ต้องทำรองรับและเตรียมไว้ตามความต้องการของลูกค้า เช่น ฐานใส่อาวุธ อุปกรณ์ช่วยชีวิตสำหรับรถพยาบาล เป็นต้น

“ลักษณะธุรกิจของชัยเสรี ถือเป็นตลาดเฉพาะ โดยลูกค้าในประเทศมีจำนวนจำกัดได้แก่ กองทัพบก กอง ทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนยอดขายในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า ไม่สามารถคาดการณ์ได้” กานต์ กล่าวพร้อมชี้ให้เห็นถึงอนาคตของชัยเสรี


บริษัท จึงต้องเริ่มแสวงหาตลาดต่างประเทศ เพื่อส่งออกรถยานยนต์หุ้มเกาะ ไปต่างประเทศ ซึ่งล่าสุด ได้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์ และบริการของ บริษัทไปแล้ว ประมาณ 40 ประเทศ ใน 2 ทวีปหลักได้แก่ เอเชียและแอฟริกา ตามภารกิจขององค์ การสหประชาชาติ (UN) ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศ ที่มีความขัดแย้งภายในประเทศ เช่น สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และซูดานใต้ ล่าสุด UN ได้สั่งซื้อรถจากเรา 10–20 คัน ราคาคันละประมาณคันละ 20 ล้านบาท

ธุรกิจในอนาคตเรา จะเน้นการพัฒนา “รถยานเกราะ” ไปสู่ “เทคโนโลยีที่ทันสมัย” ด้วยการพัฒนาระบบคอม พิวเตอร์ หรือซอฟแวร์” ให้มากขึ้น เช่น การติดเรดาร์ การตรวจจับทิศทางเสียงของอาวุธ การตรวจจับโดรน รวม ถึงระบบตรวจจับภัยคุกคามต่างๆ กรณีที่มีคนร้ายยิงปืนมาที่รถเรา ระบบก็สามารถตรวจสอบทิศทางและแหล่งที่มาของเสียงได้ทันที หรือระบบ Laser Warning คือ ระบบเตือนภัยเลเซอร์ ถ้ารถถูกเลเซอร์จับ ก็จะรู้ได้ทันที่ว่า โดนเลเซอร์เล็งจากที่ไหน ซึ่งระบบนี้ ยังสอดคล้องกับแนวความคิดใหม่ ในการรบเป็นทีม เพื่อเชื่อมข้อมูลทั้งหมดเข้าหากัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยเสรี กล่าวและกล่าวต่อไปว่า

“การรบยุคใหม่ เน้นการทำงานร่วมกันของหลายระบบ รถหนึ่งคันอาจมีเซนเซอร์ อีกคันมีอาวุธ อีกคันมี อุปกรณ์รบกวน หรือตัดสัญญาณวิทยุและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เอาข้อมูลมาเชื่อมโยงกัน ข้อมูลทั้งหมดก็จะถูกส่งแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์บัญชาการ ทุกคนจะเห็นภาพเดียวกัน และรู้ว่า ศัตรูอยู่ตรงจุดไหน ต้องตอบโต้ยังไง” กานต์ เล่าให้ฟังถึงวิธีการรบสมัยใหม่ ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิวัติวงการทหารในปัจจุบัน


ชัยเสรี พร้อมบุกตลาดโลก

“แม้บริษัทเรา จะมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตต่างประเทศ แต่ “กานต์” มีมุมมองใหม่ว่า มันคือ ข้อได้เปรียบในด้านความคล่องตัว และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ

“เราอาจจะตัวเล็กเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ข้อดี คือ ชัยเสรีมีความยืดหยุ่น สามารถทำตามความต้องการของลูกค้า หรือ Tailor-made ได้” กานต์ กล่าวและกล่าวต่อว่า

นอกจากนี้ เรายังเก่งเรื่อง บริการหลังการขาย โดยเฉพาะการให้บริหารลูกค้าภายในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างกับคู่แข่งต่างประเทศ ในกรณีที่ รถเกิดปัญหา หรือต้องการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เราสามารถส่งทีมเข้าไปซ่อม หรือสนับสนุนภารกิจได้ทันที แตกต่างจากรถนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องรอทีมช่างจากต่างประเทศ ถึงจะซ่อมแซมได้

สำหรับชัยเสรี ใน 10–20 ปีข้างหน้า ก่อนจะผมจะพูดถึงตัวบริษัท สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือ การแก้ Pain point เรื่องภาพลักษณ์ของ Thailand Brand ปัจจุบันภาพจำของไทยยังไม่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม Defense หรือเทคโนโลยีขั้นสูง ถ้าพูดถึงแบรนด์ไทย คนจะนึกถึงอาหารหรือผลไม้ เช่น ข้าวหรือส้มมากกว่า แต่ถ้าเราบอกว่า ไทยผลิตรถหุ้มเกราะหรืออุปกรณ์ทางทหารได้ แถมยังมีลูกค้าเป็นต่างชาติอีกด้วย ตรงนี้ จะทำอย่าง ไร ให้สินค้าในอุตสาหกรรมนี้ ได้รับการยอมรับจากต่างชาติมากขึ้น

“สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ ไทยเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง สามารถผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ ถ้าภาพนี้เกิดขึ้น มันจะไม่ใช่แค่บริษัทเรา แต่ผู้ผลิตไทยทั้งหมดจะสามารถส่งออกได้ง่ายขึ้น เพราะทุกวันนี้ บริษัทขนาดเล็กจากสหรัฐฯ อิสราเอลหรือจีน ก็สามารถส่งออกได้ เนื่องจากประเทศเขามีความน่าเชื่อถือในด้านนี้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยอยู่ 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มในสภาอุตสาหกรรมและสมาคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมแล้วมีเพียง 20 บริษัท แต่บริษัทที่เป็นผู้เล่นจริงๆ ยังมีไม่มากนัก ฉะนั้นการจะผลักดันอุตสาหกรรมนี้ มันไม่ใช่เรื่องของเอกชนอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เหมือนกับที่ประเทศไทยมีระบบส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ไก่ หรือหมู ที่มีหน่วยงานรัฐช่วยผลักดัน แต่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยังไม่มี ‘คนกลาง’ ที่ทำหน้าที่ขายภาพนี้ ในต่างประเทศ ต่างจากต่างชาติ เวลาเอกอัครราชทูตของเขามาไทย เขาจะเข้าพบผู้นำกองทัพหรือรัฐมนตรี เพื่อแนะนำและเสนอขายอาวุธของประเทศตัวเอง แต่ประเทศไทยยังไม่มีบทบาทแบบนั้นในการผลักดันสินค้าไปต่างประเทศ

“ข้อจำกัดที่ถือเป็นอุปสรรคคือ ผู้ผลิตไทยไม่สามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามได้ เช่น สงครามรัสเซีย–ยูเครน ไทยเองก็ไม่สามารถสินค้าหรือยุทโธปกรณ์ให้แก่ทั้งสองประเทศได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้วางตัวเป็นกลาง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นอย่างสหรัฐฯ และยุโรปกลับสนับสนุนยูเครนเต็มที่ ทำให้เกิดออเดอร์จำนวนมหาศาล หรืออย่าง ประเทศเกาหลีใต้ ส่งออเดอร์ไปยูเครน และโปแลนด์จำนวนมาก รายได้เข้าประเทศเป็นหลักแสนล้านบาท บริษัทใหญ่ เช่น Hanwha รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากหลักหมื่นล้านกลายเป็นหลายหมื่นล้าน และบางช่วงแตะหลักแสนล้านภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้นเอง “

ราคาพลังงานพุ่งปัจจัยเสี่ยงเอกชนเจ๊ง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงด้านธุรกิจในขณะนี้ เป็นเรื่องของราคาพลังงาน ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่กระทบต้นทุนโดยตรง เนื่องจากวัตถุดิบเกือบทั้งหมดผูกติดอยู่กับราคาพลังงาน โดยเฉพาะออเดอร์ที่อยู่ระหว่างการผลิต กลายเป็นจุดเปราะบางที่สุดของธุรกิจ เนื่องจากเป็นราคาต้นทุนเก่า ขณะที่วัตถุดิบใหม่ราคาแพงขึ้น 20-30%

ดังนั้น แนวทางการรับมือระยะสั้นคือ การบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบ เพื่อควบคุมต้นทุนให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ต้องหันมาพึ่งพาตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

“ตอนนี้ อาจยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่เชื่อว่าอีก 1 เดือนข้างหน้า ผลกระทบจากราคาน้ำมันจะชัดเจนมากขึ้น ออเดอร์เก่าที่อยู่ในกระทบการผลิตไม่กระทบ ขณะที่ ออเดอร์ใหม่ เราปรับราคาสูงขึ้นได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ออเดอร์ที่รับมาแล้ว ราคาขายล็อกไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ต้น ทุนวัตถุดิบกลับเพิ่มขึ้น เช่น จาก 100 เป็น 120 หรือเพิ่มขึ้น 20% ก็กระทบหนักแล้ว ช่วงนี้ จึงจำเป็นต้องเร่งจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอกับสายการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ตลาดในขณะนี้ มองว่า แทบทุกประเทศอยากผลิตอาวุธเป็นของตัวเองมากที่สุด”