วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหว ว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว ผู้ที่ทำประกันภัยไว้จะได้รับความคุ้มครองและค่าสินไหมอย่างครบถ้วน
นายชูฉัตร ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งขณะนั้นภาคธุรกิจประกันภัยร่วมกันจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เอาประกันภัยรายย่อยได้ประมาณ 95% ภายในระยะเวลาราว 2 เดือน ส่วนผู้ประกอบการโรงงานหรือเอสเอ็มอีต้องใช้เวลาในการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม เช่น เครื่องจักรที่ได้รับผลกระทบ โดยช่วงเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยได้ระดมรถยกเกือบ 200 คัน รวมถึงตั้งศูนย์ช่วยเหลือและครัวสนามเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
ส่วนกรณีแผ่นดินไหวที่ผ่านมา นายชูฉัตร ระบุว่า หลายกรณีสามารถจ่ายค่าสินไหมได้ทันที หากไม่มีข้อพิพาทเรื่องความรับผิดชอบ แต่บางกรณีเกิดปัญหาความซ้ำซ้อนของความเสียหาย เช่น อาคารหรือคอนโดมิเนียมแตกร้าว ทำให้ต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ จนนำไปสู่ข้อขัดแย้งเรื่องการจ่ายสินไหม
คปภ.จึงอยู่ระหว่างจัดทำ “Disaster Playbook” หรือคู่มือรับมือมหันตภัย เพื่อกำหนดขั้นตอนและหน้าที่ของทุกฝ่ายอย่างชัดเจนเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหว เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและประสานงานได้รวดเร็ว รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลผู้เอาประกันภัยและข้อมูลจากภาคธุรกิจในการดูแลผู้ประสบภัย
นายชูฉัตร กล่าวว่า เพลย์บุ๊กดังกล่าวไม่ได้จัดทำเฉพาะเรื่องแผ่นดินไหว แต่จะครอบคลุมมหันตภัยทุกประเภท แม้ไม่สามารถลดความเสี่ยงของภัยธรรมชาติได้ แต่จะช่วยให้การบริหารจัดการหลังเกิดเหตุมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทประกันภัยสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับกรณีที่กองทุนประกันภัยพิบัติยังไม่ได้จัดตั้งขึ้น นายชูฉัตร ขอให้ประชาชนตรวจสอบกรมธรรม์ของตัวเองอย่างละเอียด ว่ามีความคุ้มครองอะไรบ้าง เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว วาตภัย หรือเป็นเพียงประกันอัคคีภัยเท่านั้น พร้อมทำความเข้าใจวงเงินความคุ้มครองให้ชัดเจน
โดยยกตัวอย่างว่า บางกรมธรรม์มีทุนประกันอัคคีภัยหลักล้านบาท แต่ความคุ้มครองแผ่นดินไหวอาจมีเพียง 30,000 บาท ทำให้เมื่อเกิดเหตุ ผู้เอาประกันภัยเข้าใจว่าควรได้รับเงินมากกว่านั้น และเข้ามาร้องเรียนกับ คปภ. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะอธิบายรายละเอียดความคุ้มครองให้ประชาชนเข้าใจ
นายชูฉัตร ยังแนะนำให้ประชาชนศึกษากรมธรรม์ของตนเอง หากเห็นว่าความคุ้มครองไม่เพียงพอ อาจพิจารณาซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่า คปภ.ไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ขอให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิความคุ้มครองของตนเองให้ชัดเจน
ส่วนความคืบหน้ากองทุนประกันภัยพิบัติ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดย คปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ในขั้นจัดทำร่างเบื้องต้น ก่อนเสนอเข้าสู่บอร์ด คปภ. และเสนอในระดับประเทศต่อไป คาดว่าภายในปีนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น
นายชูฉัตร กล่าวว่า การตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติมีความจำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ยกตัวอย่าง หากเกิดมหันตภัยและต้องใช้เงินช่วยเหลือปีละ 50,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่หากมีระบบประกันภัยเข้ามารับความเสี่ยง จะช่วยกระจายภาระและบริหารความเสียหายผ่านระบบประกันภัยและการประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าเดิม
นอกจากนี้ นายชูฉัตร ยังกล่าวถึงภาพรวมธุรกิจประกันภัยว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจและสงคราม แม้ต้นทุนต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าแรง และค่าอะไหล่ จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนต่อการเติบโตของธุรกิจประกันภัย โดยอัตราการเติบโตยังเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับจีดีพี
ขณะเดียวกัน ประชาชนอาจชะลอการซื้อประกันภัยเพิ่มเติม และเลือกคงระดับค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยไว้เท่าเดิม แต่ยังต่ออายุกรมธรรม์ที่จำเป็น โดยเฉพาะประกันสุขภาพ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกกรมธรรม์ในระดับที่น่ากังวล
ส่วนผลประกอบการของธุรกิจประกันชีวิตที่มีกำไรสุทธิกว่า 70,000 ล้านบาทนั้น นายชูฉัตร ระบุว่า มาจากหลายปัจจัย ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้น กำไรจากการรับประกันภัย รวมถึงผลจากมาตรฐานบัญชีใหม่ ซึ่งเป็นปีแรกของการบังคับใช้ แต่ยืนยันว่า ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากมาตรฐานบัญชีเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ นายชูฉัตร ยืนยันว่า ฐานะของบริษัทประกันภัยในปัจจุบันยังมีความแข็งแกร่ง แม้ในอดีตจะเคยมีบริษัทประกันภัยล้มหายจากวิกฤตครั้งใหญ่ก็ตาม
