ส.อ.ท. เผย ม.ค.69 ส่งออกเหลือ 58,405 คัน ต่ำสุดในรอบ 45 เดือน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
24 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (24 ก.พ.69) นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมกราคม 2569
สำหรับการผลิต โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตมีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.98% และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 10.53% เพราะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57%
รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567 – 2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5 รถยนต์นั่ง เดือนมกราคม 2569 ผลิตได้ 41,535 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 16.30%
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 73,936 คัน ลดลงจากเดือนก่อน 1.58% และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 53.77 เพิ่มขึ้นจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เพิ่มขึ้น 76.2% และ 93.6% ตามลำดับ จากมกราคม 2568
แต่รถกระบะยังคงขายลดลง 5.5% จากมกราคม 2568 เพราะสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่าที่คาดในอัตรา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 8.1% โดยเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% จากการปลดล็อกให้นักลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้นส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานขยายตัวถึง 12.2% และจากภาครัฐที่เร่งลงทุนขยายตัว 13.3% รวมถึงมีการนำเข้าสินค้าที่ขยายตัว 12.8% โดยเฉพาะเครื่องจักรขยายตัว 21.8%
“คงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 ให้ลงทุนเร็วขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยจะได้เติบโตมากกว่า 5% เหมือนในอดีต”
ขณะที่ภาคการส่งออกในเดือนมกราคม 2569 ส่งออกได้ 58,405 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 6.28% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 หรือรอบ 45 เดือน มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 39,092.58 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 5.68% เป็นผลจากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก และความเข้มงวดในการนำเข้ารถยนต์ที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัย รวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้
ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนมกราคม 2569 แบ่งเป็น ดังนี้
• รถกระบะ 36,478 คัน มีสัดส่วน 62.46% ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ที่ 5.23%
• รถกระบะ BEV 59 คัน มีสัดส่วน 0.10% ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 6,770 คัน มีสัดส่วน 11.59% ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ที่ 48.52%
• รถยนต์นั่ง BEV 1,265 คัน มีสัดส่วน 2.17% ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
• รถยนต์นั่ง HEV 6,711 คัน มีสัดส่วน 11.49% ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 170.93%
• รถ PPV 7,122 คัน มีสัดส่วน 12.19% ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ที่ 13.17%
ขณะที่รถจักรยานยนต์ ในเดือนมกราคม 2569 มีจำนวนส่งออก 79,078 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 8.49% โดยมีมูลค่า 5,351.75 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 12.94%
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 171.89 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 3.19%
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 226.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 11.93%
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม 2569 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,749.91 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ที่ 11.91%
ทั้งนี้ เดือนมกราคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 63,967.95 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ที่ 6.03%