“การเมือง” สู่ทางตัน นักลงทุนผวาหนีซบ “เวียดนาม” ทุบเศรษฐกิจไทยซึม

“การเมือง” เข้าสู่ทางตัน ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนทลาย ผวาหนีซบ “เวียดนาม” ด้าน “คนไทย” ไม่กล้าใช้จ่าย-ไร้กำลังซื้อ รับงบฯ ปี‘69 หมุนได้ไม่เต็มที่ เพราะขาด “อำนาจใช้” ทุบเศรษฐกิจไทยซึมทรุดยาว

วันนี้ (4 ก.ย.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB T) เปิดเผยว่า การเมืองไทยขัดแย้งซ้ำซ้อน เศรษฐกิจรอไม่ได้

การเมืองไทยเสี่ยงกำลังเข้าสู่ทางตันครั้งใหญ่ เมื่อรักษาการนายกฯ ประกาศยุบสภา แต่ถูกตีความว่า ไม่มีอำนาจยุบสภา​ ขณะที่ฝ่ายค้านรวมเสียงเกินครึ่ง กำลังเดินหน้าโหวตนายกฯ ใหม่

กลายเป็น 2 เส้นทางขนาน ที่สวนทางกัน — ฝ่ายหนึ่งจะยุบสภา อีกฝ่ายจะตั้งรัฐบาลใหม่ สถานการณ์เช่นนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะชะงักงัน และอาจต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระเข้ามาชี้ขาด

ลองจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์นี้

1. ศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระเข้ามาชี้ขาด โอกาสสูงที่จะต้องรอการตีความของ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งช่วงเวลานี้จะยืดเยื้อ และอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณ และเศรษฐกิจ

2. ฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลสำเร็จ ถ้าฝ่ายค้านรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งจริง และได้รับการรับรองจากสภา​ อาจมีการเสนอชื่อนายกฯ ใหม่และโหวตได้สำเร็จ​แต่จะถูกท้าทายเรื่อง “ความชอบธรรม” หากฝ่ายรักษาการยังยืนยันสิทธิยุบสภา

3. เลือกตั้งใหม่ (ถ้ายุบสภาผ่านได้) สุดท้ายมีการยอมรับว่าการยุบสภาโดยรักษาการนายกฯ เป็นอำนาจที่ทำได้​ จะต้องจัดเลือกตั้งใหม่ แต่การเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งทางกฎหมายและความไม่แน่นอน อาจทำให้เกิด ความเสี่ยงความชอบธรรม ของผลเลือกตั้ง

สรุปหนทางข้างหน้ามี 3 scenario หลัก

  • ศาล/องค์กรอิสระชี้ขาด → กำหนดชัดว่าใครมีอำนาจ (likely)
  • ฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลใหม่ได้ → แต่เสี่ยงถูกท้าทายความชอบธรรม
  • ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ → Reset ระบบ แต่ยืดเวลา

ผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากนี้

1.งบประมาณเบิกจ่ายล่าช้า รัฐบาลไม่น่าจะเดินหน้าโครงการใหม่ได้​ ทั้งรัฐบาลรักษาการที่รอยุบสภา​ และรัฐบาลใหม่ที่เตรียมจัดตั้ง​ อาจรั้งการเบิกจ่ายในเดือนกันยายนและลากไปเดือนถัดๆ​ไป​ (ข้อดีคืองบประมาณ​ผ่านรัฐสภาแล้ว​ แต่ข้อเสียคือขาดอำนาจใช้เงิน)​

2.ความเชื่อมั่นนักลงทุนหายไป นักลงทุนในประเทศ Wait & See รอดูสถานการณ์​ โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง​น่าทรุดหนักจากการขาดความเชื่อมั่น​ กลุ่มลงทุนก็โดนผลกระทบก่อนหน้าจากสงครามการค้า​ ส่วนนักลงทุนต่างชาติน่าชะลอหรือย้ายการลงทุน ทำให้เงินทุนใหม่อาจไหลไปเวียดนามและประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า

3.ประชาชนชะลอการใช้จ่าย ความไม่มั่นใจทำให้กำลังซื้ออ่อนตัว​ รายได้โตช้า​ (แต่ในกรณีเลือกตั้งอาจเห็นกิจกรรม​ทางเศรษฐกิจ​มากขึ้น)​ แม้ภาคการท่องเที่ยวไม่น่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง​ในระยะสั้น​ เว้นแต่เกิดการประท้วงที่รุนแรงหรือความวุ่นวาย​การเมือง

สรุปเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายนมีโอกาส “หดตัว” สูง หากการเมืองไม่พบทางออกได้เร็วพอ ความเสี่ยงการชะลอตัวอาจหนักขึ้น และยืดเยื้อไปสู่ไตรมาส 4

“สิ่งที่ทุกฝ่ายหวังคือ การหาทางออกในระยะสั้น เพื่อไม่ให้ความไม่แน่นอนกัดกร่อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเกินเยียวยา”