วันนี้ (18 พ.ค.69) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าว ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุทางรถไฟ บริเวณมักกะสัน พร้อมสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว โดยระบุถึงเรื่องการดำเนินคดี การสอบสวน และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง โดยความรับผิดชอบจะมีอยู่ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ความรับผิดทางอาญา ความรับผิดทางวินัย และมาตรการด้านความปลอดภัยภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง
- ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต
- ความผิดทางวินัย: รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที
- ตามที่นายพิพัฒน์ฯ ให้ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เม.ย.69 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของคดีอาญา เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการกระทำผิดของพนักงานขับรถไฟ และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมระบุว่า “การรถไฟจะเป็นเจ้าทุกข์เอง จะร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานขับรถไฟรายนี้ทันที”
“เพื่อให้เกิดความโปร่งใส นอกจากคณะกรรมการสอบสวนในหน่วยงานแล้ว รัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกชุดหนึ่ง”
กรณีที่ไม้กั้นทางรถไฟไม่ทำงาน จะมีมาตรการอย่างไร นายสิริพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งชัดเจนแล้วว่า หากไม้กั้นไม่ลง รถไฟจะไม่สามารถเคลื่อนขบวนได้เด็ดขาด ย้ำว่า “ไม่ใช่แค่ชะลอความเร็ว แต่ถ้าไม้กั้นไม่ลง จะห้ามเดินรถทันที”
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันระบบสัญญาณรถไฟเป็นระบบมาตรฐานยุโรป แต่เครื่องกั้นถนนยังเป็นระบบแยกต่างหาก จึงไม่ได้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับระบบอาณัติสัญญาณโดยตรง อย่างไรก็ตาม กฎข้อบังคับของการรถไฟกำหนดชัดเจนว่า จะต้องให้เครื่องกั้นลงเรียบร้อย และมีสัญญาณครบถ้วนก่อนจึงจะอนุญาตให้ขบวนรถผ่านได้
“ในกรณีที่เครื่องกั้นยังไม่เรียบร้อย พนักงานต้องปฏิบัติตามสัญญาณมือของเจ้าหน้าที่ประจำจุดกั้นโดยเคร่งครัด”
พร้อมกันนั้นคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุกลางของการรถไฟแห่งประเทศไทย กำลังเร่งสอบสวนพยานและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 7 ราย และจะสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นภายในวันพุธ 20 พ.ค.69
ประเด็นสำคัญที่สังคมจับตา ได้แก่ ความเร็วของรถไฟขณะเกิดเหตุ ระบบการเบรก การทำงานของระบบห้ามล้ออัตโนมัติ ตลอดจนคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ ซึ่งจะมีการตรวจสอบจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และระบบบันทึกการเดินรถทั้งหมด สำหรับมาตรการเชิงรุกในจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ จำเป็นต้องมีแผนระยะยาว โดยเฉพาะการนำระบบ ATP หรือ Automatic Train Protection มาใช้ร่วมกับระบบเครื่องกั้นถนน
“ปัจจุบันการรถไฟกำลังติดตั้งระบบ ATP กับสัญญาณไฟเขียวไฟแดงอยู่แล้ว และในอนาคตจะเพิ่มฟังก์ชันให้เชื่อมกับระบบเครื่องกั้นถนนด้วย”
ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนทั้งของการรถไฟแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกลางของกระทรวงคมนาคม จะเร่งสรุปผลสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนได้รับความกระจ่าง และเพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
