ธปท. คุมเข้มธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์–ลีสซิ่ง ปรับเกณฑ์เพดานดอกเบี้ยต่ำลง

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

6 ธันวาคม 2568

ธปท. คุมเข้มธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์–ลีสซิ่ง ปรับเกณฑ์เพดานดอกเบี้ยต่ำลง

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า  ธปท. ได้ออกประกาศ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยประกาศฯ เพื่อจะยกระดับการให้บริการทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจฯ ภายใต้การกำกับของ ธปท. ให้มีความรับผิดชอบ เป็นธรรม และโปร่งใส เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่เป็นมาตรฐานและได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน ภายใต้ราคาและเงื่อนไขที่เหมาะสม รวมถึงได้รับการดูแลช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป  

“ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพราะประกาศฉบับนี้จะทำให้ธุรกิจเช่าซื้อทุกแห่งถูกยกระดับให้เป็นธุรกิจทางการเงิน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. อย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551  โดยการเปลี่ยนมือผู้คุมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน่วยงาน แต่คือสัญญาณของการ ปรับโครงสร้างดอกเบี้ย และการกำหนดมาตรฐานการให้บริการครั้งสำคัญ”

แหล่งข่าวจาก ธปท. กล่าวเสริมว่า ประโยชน์และสิทธิคุ้มครองใหม่ สำหรับคนเช่าซื้อรถ ภายใต้การกำกับของ ธปท. มีดังนี้

1.เปลี่ยนผู้กำกับ : ธุรกิจเช่าซื้อได้ถูกยกระดับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. โดยตรง จากเดิมที่อิงกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทั่วไป ทำให้การกำกับดูแลมีความเข้มข้นและเป็นมาตรฐานด้านการเงินมากขึ้น

2.มาตรฐานกฎหมายที่สูงขึ้น: การอยู่ใต้ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ทำให้บริษัทลิสซิ่งต้องปฏิบัติตาม มาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน เช่นเดียวกับสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งลดความเสี่ยงที่บริษัทจะประสบปัญหาและกระทบต่อลูกค้า

3.คาดหวังดอกเบี้ยที่เป็นธรรม: ธปท. มีอำนาจเต็มในการพิจารณาและ กำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ ที่เหมาะสมกับภาวะตลาด ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากกว่าเดิม

4.สัญญาที่โปร่งใสและเป็นธรรม: สัญญาเช่าซื้อจะต้องมีความชัดเจนและเป็นไปตาม มาตรฐานความเป็นธรรมทางการเงิน ของ ธปท. ซึ่งจะช่วยลดข้อความกำกวมหรือเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้บริโภค

5.กลไกร้องเรียนที่รวดเร็ว: ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนปัญหาที่เกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของ ธปท. โดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการปัญหาทางการเงิน

6.สิทธิในการปิดบัญชีที่ชัดเจน: ข้อกำหนดเกี่ยวกับการ ไถ่ถอนหรือปิดบัญชีก่อนกำหนด จะถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และผู้เช่าซื้อจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระอย่างชัดเจนตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.

7.การกำกับดูแลการทวงถามหนี้: ธปท. จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและกำหนดแนวทางปฏิบัติที่รัดกุมและ เป็นธรรมในการทวงถามหนี้ เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากบริษัท

8.การเปิดเผยข้อมูลต้นทุนทั้งหมด: บริษัทลิสซิ่งจะถูกบังคับให้ เปิดเผยค่าธรรมเนียมและต้นทุนทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าซื้ออย่างละเอียดและชัดเจน ตามมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจการเงิน

9.ส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้: บริษัทลิสซิ่งจะถูกกระตุ้นหรือกำหนดให้มี ช่องทางและความยืดหยุ่นในการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหาทางการเงิน ตามแนวทางของสถาบันการเงิน

10.เพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นคง: การที่ธุรกิจลิสซิ่งถูกจัดเป็น “ธุรกิจทางการเงิน” จะช่วย สร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับผู้ประกอบการ และส่งผลดีต่อเสถียรภาพของระบบสินเชื่อรถยนต์โดยรวมในระยะยาว

ทั้งนี้ข้อมูลจาก ธปท. ก่อนหน้านี้ พบว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ทำธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งฯ ในประเทศไทย ราว 3,000 ราย ซึ่งมีพอร์ตสินเชื่อตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท สูงถึง 60 ราย 

นอกจากนี้ในราชกิจจานุเบกษาฉบับล่าสุด ยังระบุว่า ธปท.จะอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ได้เป็นการทั่วไป ยกเว้นคำว่า “ธนาคาร” “เงินทุน” “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป