ธปท. สางหนี้เน่า ดึง AMC ซื้อหนี้ ปชช. แก้หนี้ต่ำ 100,000

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

28 ตุลาคม 2568

ธปท. สางหนี้เน่า ดึง AMC ซื้อหนี้ ปชช. แก้หนี้ต่ำ 100,000

วันนี้ (28 ต.ค.68) นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM 2025 ครั้งที่ 1 หัวข้อ “NEW ERA OF AMC : พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างแก้ประกาศกับการจัดตั้งกิจการร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ (JV-AMC) เนื่องจากประกาศเดิมได้หมดอายุเมื่อสิ้นปี 2567 โดยคาดว่าจะสามารถออกประกาศใหม่ได้ภายในสัปดาห์นี้ หรือสินเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเอื้อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาซื้อหนี้เสียในระบบมากขึ้น 

นอกจากนี้ ความคืบหน้าล่าสุด ภานในสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า จะได้ข้อสรุปมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดย ธปท. ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย ผลักดันเรื่อง AMC ที่แก้หนี้ประชาชนไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งมีลูกหนี้ในระบบอยู่ 4 ล้านราย

โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ธนาคารพาณิชย์ ราว 7 แสนราย 2.ผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ราว 8 แสนราย 3.ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ราว 4-5 แสนราย 

“มาตรการนี้จะเป็นการโอนหนี้ที่ต่ำกว่า 100,000 บาทเข้าไปสู่การแก้ไขหนี้ ตั้งเป้าหมายแก้หนี้เฟสแรกกลุ่มลูกหนี้แบงก์และผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ราว 1.5 – 2 ล้านคน และอีก 2 ล้านคนจะแก้หนี้ในเฟสถัดไป”

โดยวิธีการจะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เป็น AMC กลาง เพื่อเดินหน้าโครงการแก้หนี้ และรับซื้อของประชาชนจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ส่วนลูกหนี้ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จะโอนหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ บบส.อารีย์ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เป็นผู้บริหารจัดการหนี้ SFIs ส่วนหนี้ของกลุ่ม น็อนแบงก์ ที่มีอยู่ 1.6 ล้านราย จะดำเนินในเฟสถัดไป

“ถ้าทำสำเร็จ SAM จะถูกเปลี่ยนเป็น AMC ของแบงก์ชาติที่เป็นเชิงสังคม เป็น Social AMC ส่วน BAM จะเป็น AMC ที่ช่วยคนและตอบสนองผู้ถือหุ้นทางธุรกิจด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พยายามจะเกิดให้ อิมแพ็กต์ ให้เกิดขึ้นได้“

นายวิทัยกล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 87% และลดลงมาที่ 86% ซึ่งลดลงมาจากยอดหนี้ที่เติบโตชะลอลง โดยหนี้ครัวเรือนมีผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย หรืออุปสงค์ (ดีมานด์) ของทั้งประเทศลดลง ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่ได้แข็งแรง และไม่มีเงินลงทุนเพิ่ม 

แต่ในหนี้ครัวเรือน 86% มีส่วนที่น่าสนใจ คือ เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระ ทั้งส่วนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) แล้ว ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ 4% หรือเป็นส่วนที่เริ่มผิดนัดชำระที่เรียกว่า หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (SM) มีอยู่ประมาณ 8-9% รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11-12% ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะสะท้อนปัญหาหนี้เสีย หรือปัญหาที่กำลังจะนำไปสู่การเป็น “หนี้เสีย”

เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่เรื่องที่เป็นแรงกดดันการบริโภคและการลงทุน แต่เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน เป็นเรื่องความเป็นอยู่ความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของรายย่อย เรื่องนี้ถ้าไม่รีบแก้อย่างเป็นจริงเป็นจังมีโอกาสที่ระดับหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้น 

ทั้งนี้ ประเมินเศรษฐกิจโดยภาพรวมปี 2568 อาจจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่เคยเป็นมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ครึ่งปีแรกโต 3% ยังดีจากต้นปีและดีจากเรื่อง การเร่งส่งออก (Front-loaded) ของการส่งออก แต่ครึ่งปีหลังนี้อาจชะลอตัวลง โดยประมาณไว้ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2.2% เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาส 3 ไตรมาส 4 และก็จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2569