“คลัง” ดัน “อารีย์ สกอร์” หนุนรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
22 กันยายน 2568

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบการจัดทำคะแนนเครดิตในการขอสินเชื่อของประชาชนรายย่อย ที่ไม่มีสเตตเมนต์ (Statement) เหมือนกับมนุษย์เงินเดือน โดยกระทรวงการคลังจะให้เครดิต บูโร เป็นผู้ดูแล “อารีย์ สกอร์ (Ari Score)” ควบคู่กับการดูแลคะแนนเครดิตของประชาชนทั่วไป
สำหรับข้อมูลคะแนนเครดิตของอารีย์ สกอร์ จะมาจาก ดาร์ต้า เลค (Data Lake) ที่อยู่ในระหว่างการจัดทำโดยกระทรวงการคลังซึ่งเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะใช้ Alternative Credit Data ประเมินคะแนนเครดิตของบุคคลที่อาจไม่มีประวัติการขอสินเชื่อในระบบหรือมีสเตตเมนต์ เช่น ข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายค่าไฟฟ้า,ค่าน้ำประปา,โทรศัพท์มือถือ,อินเทอร์เน็ต มีการจ่ายตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เป็นต้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ในอนาคตเมื่อสถาบันการเงิน นำข้อมูลคะแนนจาก อารีย์ สกอร์ ไปใช้ในการประเมินสินเชื่อ จะทำให้สินเชื่อของประชาชนรายย่อย เช่น สินเชื่อของนาโน ไฟแนนซ์ (Nano Finance) และพิโก ไฟแนนซ์ (Pico finance) ที่กฎหมายกำหนดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% แม้ว่าปัจจุบันผู้ให้บริการสินเชื่อ นาโน ไฟแนนซ์ และ พิโก ไฟแนนซ์ จะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 36% ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นอัตราที่สูงอยู่ เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าสินเชื่อรายย่อยมีความเสี่ยงสูง แต่เมื่อมีระบบคะแนนของ อารีย์ สกอร์ จะทำให้ผู้ประกอบการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงสามารถแข่งขันในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยได้มากขึ้น ดังนั้นหาก นาโน ไฟแนนซ์ หรือ พิโก ไฟแนนซ์ รายใด ยังคิดดอกเบี้ยสูง ก็ไม่สามารถแข่งขันในธุรกิจนี้ได้
ทั้งนี้ อารีย์ สกอร์ ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาร์ต้า เลค ของระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่เป็นรองเพียงฐานข้อมูลของกรมการปกครองเท่านั้น ,โดยจะเป็นการรวบรวมข้อมูลของประชากรราว 60.8 ล้านคน และข้อมูลของกิจการต่างๆในประเทศไทยราว 6 แสนกิจการ ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลเงินฝาก ,ข้อมูลภาษี,ข้อมูลจาก เครดิต บูโร, ข้อมูลเกี่ยวกับการประกันภัย, ข้อมูลการกู้เงินจาก กยศ,ข้อมูลจากไปรษณีย์ และข้อมูลจากสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่ง
ล่าสุด ได้ลงนามเพื่อให้กระทรวงสาธารณสุข นำข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทย เข้ามาอยู่ใน ดาร์ต้า เลค และก้าวต่อไปของการจัดทำ ดาร์ต้า เลค คือ ดึงข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและประปา, ประกันสังคม, ข้อมูลเกษตรกร, และกลุ่มเปราะบางในประเทศ เข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ซึ่งหากสำเร็จ จะทำให้ฐานข้อมูลของกระทรวงการคลังสมบูรณ์
อย่างไรก็ดีฐานข้อมูลดังกล่าวนอกจากเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาลแล้ว ในแง่ของการจัดเก็บภาษี จะทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การที่สามารถเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมสรรพากรกับกรมศุลกากร ทำให้การตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษี ทำได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น หากมีการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า รายได้ของกิจการนั้นก็จะสูงขึ้น กรมสรรพากร ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบการเสียภาษี