คลัง โชว์ 5 เดือน โกยรายได้ทะลุ 1.04 ล้านล้าน อานิสงส์ขึ้นภาษีน้ำมัน

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

3 เมษายน 2569

คลัง โชว์ 5 เดือน โกยรายได้ทะลุ 1.04 ล้านล้าน อานิสงส์ขึ้นภาษีน้ำมัน

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิช่วง 5 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 โดยภาพรวมถือว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยจัดเก็บรายได้สุทธิรวมทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเพียง 1,280 ล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 44,442 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.5%

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ขยายตัวในทิศทางบวกมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล รวมถึงการได้รับรายได้เหลื่อมปีจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งในช่วงนี้ และที่สำคัญคือรายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้รายได้จากกรมสรรพสามิตพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ กรมสรรพากรยังคงเป็นกลไกหลักในการหาเงินรายได้ โดยจัดเก็บได้ 813,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน  และสูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ 234,053 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 8.3% และสูงกว่าเป้าหมาย 4,623 ล้านบาท ส่วนกรมศุลกากรจัดเก็บได้ 47,166 ล้านบาท ลดลง 3,334 ล้านบาท หรือต่ำเป้าหมาย 1.3%  ในส่วนของรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีนั้น รัฐวิสาหกิจทำผลงานได้โดดเด่น โดยนำส่งรายได้รวม 89,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 24.4% และสูงกว่าเป้าหมาย 8,674 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นจัดเก็บได้รวม 88,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1%และสูงกว่าเป้าหมาย 12,122 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการคืนภาษีของกรมสรรพากรซึ่งสูงกว่าที่ประมาณการไว้ถึง 21,505 ล้านบาท หรือ 13%  เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ  นอกจากนี้ยังพบว่ามีการหักเงินจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 23,258 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สุทธิสุดท้ายที่รัฐบาลได้รับยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย

รายงานข่าวแจ้งว่า ส่วนแนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยดูแลราคาพลังงานนั้น อาจทำได้ยากเนื่องจากสถานะการคลัง มีการเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย และเป็นห่วงว่าในครึ่งปีหลังการจัดเก็บรายได้จะชะลอตัวลงอีก ซึ่งหากรัฐมีการลดภาษีจะทำให้รายได้โดยรวมติดลบโดยทันที ซึ่งปัจจุบัน กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมัน น้ำมันดีเซลที่ 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันเบนซินเก็บ 5.85 – 7.50 บาทต่อลิตร  โดยประเมินว่า ทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมัน ดีเซลเดือนละ 2,000 ล้านบาท และภาษีเบนซินเดือนละ 800 ล้านบาท หากรัฐบาลมีการลดภาษีทั้ง 2 ประเภทก็จะกระทบเดือนละ 2,800 ล้านบาททันที

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้ทำแบบจำลองการศึกษาการปรับลดภาษีแบบขั้นบันได โดยหากรัฐบาลต้องการปรับลดภาษีทั้งเบนซินและดีเซล ลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน ลดภาษีดีเซลอย่างเดียวกระทบ 2,000 ล้านบาท หากขยับการปรับลดน้ำมันทั้ง 2 ประเภท เป็น 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีหายไป 8,400 ล้านบาทต่อเดือน  แต่ถ้าลดดีเซลอย่างเดียวจะหายไป 6,000 ล้านบาท กรณีปรับลด 5 บาทต่อลิตรทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นอัตราเดียวสมัยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดดีเซลอย่างเดียวกระทบ 10,000 ล้านบาท แต่หากปรับลดดีเซล 7 บาทต่อลิตรจะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน