“กรมศุลกากร” เผยยอด 10 เดือน ไล่จับสินค้าเถื่อนจีน จนล้นโกดัง!
ต้นกุมภาฯ อีจัน
2 กันยายน 2567

วันนี้ (2 ก.ย.67) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเศรษฐกิจ “เพจอีจัน” เปิดเผยผลการดำเนินงานของกรมศุลกากร โดยตั้งแต่ ต้นปีงบประมาณ 67 เพื่อปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย ตามนโยบายของรัฐบาล รวมแล้วมีมูลค่ากว่า 1,338 ล้านบาท
สะท้อนจากสถิติในปีงบประมาณ 67 เริ่มต้น วันที่ 1 ต.ค.66 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 10 เดือนเศษ สามารถจับกุมสินค้าที่ ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รวมสิ้น 26 คดี จำนวน 241,801 ชิ้น มูลค่ากว่า 68.55 ล้านบาท
จับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์เข้ามาในราชอาณาจักร ได้อีก 343 คดี ปริมาณสินค้ากว่า 1 ล้านชิ้น โดยจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ได้สูงถึง 1.2 ล้านชิ้น มูลค่า 92 ล้านบาท และจับยาเสพติด เช่น เฮโรอีน โคคาอีน ยาไอซ์ รวมถึงสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดได้อีกด้วย รวมทั้งสิ้น 130 คดี มูลค่า 1,018.47 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร
“แม้กรมศุลกากรตรวจสอบสินค้าเถื่อนอย่างเข้มงวด แต่ของก็มีมากขึ้น จึงพบว่าเมื่อไหร่สินค้ายังเป็นที่ต้องการของตลาด ตราบใดที่คนขายยังมีกำไร คนก็ยังเลือกทำผิดอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่จับได้ส่วนใหญ่เข้ามาจากประเทศจีน จนตอนนี้ของกลางล้นโกดัง”นายพันธ์ทองกล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาสินค้ามีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% แต่ล่าสุดราชกิจจานุเบกษา ประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท มีผลวันที่ 5 ก.ค.-31 ธ.ค.67 โดยให้กรมศุลกากร จัดเก็บภาษีดังกล่าวแทนกรมสรรพากร
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า จากการเรียกเก็บแวต 7% ตอนแรกประเมินว่าปริมาณสินค้านำเข้าจากจีนจะลดลง แต่ขณะนี้ปริมาณสินค้าไม่ได้ลดลง ตัวเลขเติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งจากสถิติ พบในช่วง 10 เดือนของปีนี้ มีสินค้าออนไลน์จากจีนส่งมายังประเทศไทยมากกว่า 120 ล้านชิ้น จากปีก่อนมีเพียง 5-10 ล้านชิ้น ไต่ระดับเป็น 50 ล้านชิ้น และทะลุ 100 ล้านชิ้นแล้ว

สาเหตุจากการค้ายุคใหม่ หรือการค้าออนไลน์ สามารถสั่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน ล่าสุด “เทมู” (ทีอีเอ็มยู) แอปฯช้อปปิ้งออนไลน์สัญชาติจีนได้เข้ามาเปิดตลาดในไทย ซึ่งมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเมื่อซื้อสินค้าผ่านแอปฯ นี้ สินค้าจะส่งตรงจากจีนที่เป็นประเทศต้นทาง และทุกขั้นตอนการดำเนินงานไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
หากเทียบกับในอดีตสินค้าจากต่างประเทศ ที่นำเข้าไทยจะมาเป็นตู้คอนเทรนเนอร์ขนาดใหญ่ สินค้าที่นำเข้าจะเป็นชนิดเดียวกัน เมื่อถึงไทยต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาล และตรวจสอบสินค้าว่าได้มาตรฐานสินค้าตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากผู้นำเข้าเป็นบริษัทนิติบุคคล และแตกต่างจากการนำเข้าแบบบุคคลธรรมดา ที่นำเข้ามาใช้ส่วนตัว เช่น สินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท จึงไม่มีการตรวจสอบเรื่องมาตราฐานของคุณภาพ

“ดังนั้น เมื่อสินค้าผ่านตลาดออนไลน์มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท จึงไม่มีการตรวจสอบเรื่องของคุณภาพ ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแก้ไขเรื่องนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาตรการเพื่อควบคุมปัญหาดังกล่าวแล้ว และทางกรมศุลฯจะร่วมมืออย่างเต็มที่ตามภารกิจ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนทุกมิติมากที่สุด”นายพันธ์ทองกล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงายว่ากระทรวงพาณิชย์ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก 28 หน่วยงาน ออก 5 มาตรการหลัก เพื่อแก้ปัญหาการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และราคาต่ำจากต่างประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และอีคอมเมิร์ซไทยปรับตัวได้ในโลกการค้ายุคใหม่

โดยมีมาตรการ ดังนี้ 1. ให้หน่วยงานบังคับใช้ระเบียบ/กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการตรวจเข้มสินค้า ณ ด่านศุลกากร ทั้งในส่วนของการสำแดงพิกัดสินค้า การชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจมาตรฐาน มอก. และ อย. การเพิ่มอัตราการเปิดตู้สินค้า เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบของไซเบอร์ทีม ตรวจสอบสินค้ามาตรฐานจำหน่ายออนไลน์ในส่วนการประกอบธุรกิจ มีมาตรการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการ/ผู้ให้บริการให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย การป้องปรามการกระทำอันมีลักษณะเป็นนอมินี โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นคนไทย ต้องส่งเอกสารที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงิน พร้อมกับการขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด
2. ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าอนาคต ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) อยู่ระหว่างจัดทำประกาศฯ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีคุณสมบัติตามกำหนด “ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล โดยให้มีสำนักงานในไทย” พร้อมให้มีข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และคุ้มครองผู้บริโภคไทย นอกจากนี้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะเร่งเพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมภายใต้มาตรฐานบังคับ ครอบคลุมรายการสินค้าให้มากที่สุดด้วยอีกทางหนึ่ง

3. มาตรการภาษี โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างปรับปรุงประมวลรัษฎากร สำหรับการกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่จำหน่ายสินค้าในไทย ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ในขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมการจัดอบรมให้ความรู้เชิงเทคนิคกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ
4. มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาชุมชน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้า และการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้แข่งขันได้ในยุคการค้าโลกใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถขยายการส่งออกผ่าน 9 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พันธมิตรในประเทศเป้าหมาย
5. สร้าง/ต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางตลาดอีคอมเมิร์ซ ให้เป็นอีกช่องทางในการผลักดันสินค้าไทยผ่านอีคอมเมิร์ซ ไปตลาดต่างประเทศให้ผู้ประกอบการไทย รวมถึงส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระดับภูมิภาค











