ททท. ชี้สู้รบไทย–กัมพูชา พ่วงน้ำท่วมใต้ ฉุดท่องเที่ยวปลายปี คาด ธ.ค.68 ต่างชาติลด 7–11%
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
17 ธันวาคม 2568

วันนี้ (17 ธ.ค. 68) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ประเมิน สถานการณ์สู้รบและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะในมิติของความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศซึ่งซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา โดยจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าการสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แม้จะจำกัดอยู่ในบางจังหวัดและบางอำเภอ แต่การรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องในสื่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ได้ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในวงกว้าง

“ประเด็นความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเดินทางแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดแต่ภาพข่าวและกระแสในสื่อออนไลน์ส่งผลให้เกิดการชะลอ และยกเลิกการเดินทางในบางตลาดทันที” น.ส.ฐาปนีย์ ระบุ
ผู้ว่าการ ททท.กล่าวต่อไปว่า ททท. ประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนส่งผลให้เดือนธ.ค. 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีแนวโน้มลดลงราว 7–11% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวประมาณ 3.2 ล้านคน
ขณะที่บางสถานการณ์ประเมินว่าหากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบตัวเลขมากกว่าที่คาดไว้ ข้อมูลจากการติดตามภาคสนามพบว่า พื้นที่ท่องเที่ยวตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตราด มีอัตราการยกเลิกห้องพักเฉลี่ยสูงถึง 42% ขณะที่บางเกาะมีการยกเลิกการจองมากกว่า 30–40% จากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์สู้รบ โดยเกาะช้างมีการยกเลิกเฉลี่ยกว่า 35% เกาะกูดราว 30% และเกาะหมากสูงถึงกว่า 44% ขณะที่ที่พักในตัวเมืองตราดมียอดยกเลิกสูง 60%
ด้านพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดชายแดนบางแหล่งท่องเที่ยวไม่สามารถเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ ขณะที่กิจกรรมและอีเวนต์บางส่วนต้องเลื่อนหรือปรับรูปแบบ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนหดตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไฮซีซันปลายปี เนื่องจากการยกเลิกและเลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยพบว่า โรงแรมและที่พักในหลายพื้นที่มีอัตราการเข้าพักลดลง ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมในพื้นที่ ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน แม้บางพื้นที่จะมีผู้เข้าพักจากกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร และสื่อมวลชน เข้ามาช่วยพยุงอัตราการเข้าพักของโรงแรมในระดับหนึ่ง แต่กลุ่มดังกล่าวเป็นการเข้าพักตามภารกิจและมีการใช้จ่ายจำกัด ทำให้ไม่สามารถทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของปีได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ได้ซ้ำเติมภาพรวมการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งอำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรง ททท.ประเมินว่า การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 เดือนส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะสั้น
ผู้ว่าการ ททท. กล่าวด้วยว่า ตลาดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากอุทกภัยภาคใต้ ได้แก่ ตลาดมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของพื้นที่ คาดว่าเดือนธ.ค. 2568 นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะลดลงถึง 55% เหลือประมาณ 205,000 คน
สร้างรายได้ราว 4,444 ล้านบาท ลดลงกว่า 54% จากความกังวลด้านการเดินทางและความปลอดภัย ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงราว 34% จากความอ่อนไหวต่อข่าวสารด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ ส่งผลให้ตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชีย ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว
“โจทย์สำคัญขณะนี้คือการเร่งฟื้นความเชื่อมั่น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดน ททท. เร่งสื่อสารเชิงพื้นที่ เพื่อแยกแยะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศยืนยันว่าเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ยังคงสามารถเดินทางและจัดกิจกรรมได้ตามปกติ พร้อมยกระดับการดูแลด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวก เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว
ส่วนภาพรวมทั้งปี 2568 ททท. คาดว่า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.8 ล้านคน ลดลง 8% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.52 ล้านล้านบาท ลดลง 5 % ขณะที่ตลาดในประเทศจะมีผู้เยี่ยมเยือน 206.6 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3 %สร้างรายได้ราว 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 2–3%0กปีก่อนหน้า