วันนี้ (27 ก.ย.68) เวลา 09.00 น. รายงานจาก สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองขึ้น 200 บาท ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 57,300 บาทต่อบาททองคำ ขายออกบาทละ 57,400 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อบาท 56,152.64 บาท และขายออกบาทละ 58,200 บาท

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า YLG มองเป้าหมายแรกของราคาทองคำในประเทศไว้ที่ 57,000 บาท หากราคาทะลุเป้าหมายแรกมีโอกาสที่จะทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 60,000 บาทต่อบาททองคำ ภายหลังจากทองทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 57,000 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นแล้ว 14,350 บาทต่อบาททองคำ หรือเพิ่มขึ้น 33.73%
อย่างไรก็ดี หากเงินบาทแข็งค่าจากระดับปัจจุบันที่ 31.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่จะไปทดสอบเป้าหมายถัดไปลดลง ดังนั้น การเคลื่อนไหวของทองคำในประเทศขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
“ขณะเดียวกัน หากราคาทองคำไม่ผ่านเป้าหมายแรกที่ 57,000 บาทต่อบาททองคำ แนะนำแบ่งขายทำกำไรบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด และแนะนำให้ซื้อกลับเมื่อย่อตัวหากราคาไม่หลุดแนวรับที่ 55,000-50,000 บาทต่อบาททองคำ”
การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1.ราคาทองคำโลกเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ (New All Time High) โดยนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาทองคำโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 1,130.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หรือคิดเป็น 43.48% ซึ่งเป็นผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 46 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความกังวลต่อความเสี่ยงรัฐบาลกลางสหรัฐอาจชัตดาวน์ (ปิดตัวชั่วคราว) หากร่างงบประมาณไม่ผ่านภายในสิ้นเดือนกันยายน
ขณะเดียวกัน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ อีกทั้งกองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง ดันการถือครองขึ้นแตะ 1,000.57 ตัน สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำจากอินเดียยังแข็งแกร่ง ทำให้อินเดียขึ้นแท่นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
2.การอ่อนค่าของเงินบาทจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดที่ 95.804 ประกอบกับมีแรงขายหุ้นและพันธบัตรจากความกังวลของต่างชาติในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีกระแสเงินไหลออกระยะสั้น
