ธปท.ห่วงลงทุนดิ่ง เอกชน “ไม่กล้าเสี่ยง” ผวา “ทรัมป์” รีดภาษี

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

14 พฤษภาคม 2568

ธปท.ห่วงลงทุนดิ่ง เอกชน “ไม่กล้าเสี่ยง” ผวา “ทรัมป์” รีดภาษี

วันนี้ (14 พ.ค.68) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum 1/2568 ถึงมาตรการทางภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของสหรัฐฯ โดยมองผลกระทบออกเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีที่การเจรจายืดเยื้อล่าช้า โดยสหรัฐฯ ผ่อนผันเรื่องภาษีให้กับคู่ค้าเป็นระยะ และ 2.ทุกประเทศเจรจาลดภาษีได้ครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ดังนี้ หากเกิดกรณีที่ 1 ประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 อยู่ที่ 2% การลงทุนภาคเอกชน -1% การลงทุนภาครัฐ 1.2% การส่งออก 1.9% จำนวนนักท่องเที่ยว 37.5 ล้านคน

หากเกิดกรณีที่ 2 ประเมินว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 อยู่ที่ 1.3% การลงทุนภาคเอกชน -4.1% การลงทุนภาครัฐ 6.2% การส่งออก 0.1% จำนวนนักท่องเที่ยว 37 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจ สิ่งที่น่ากังวลคือภาคการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวตั้งแต่ปี 2567 อยู่ที่ -1.65 โดยปี 2568 เมื่อเกิดปัจจัยเรื่องภาษีของสหรัฐฯ เป็นผลทำให้การลงทุนชะลอตัวชัดเจน

นายสักกะภพ กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนส่วนหนึ่งที่แย่ในปี 2568 เป็นปัจจัยความไม่แน่นอนของการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้างของการลงทุนที่เกี่ยวกับยานยนต์ รถยนต์ มีสัดส่วนถึง 30% มีปัญหาเรื่องสงครามการการแข่งขันเรื่องราคารถยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนการลงทุนอื่นๆ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ ยังมีการโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผลจากการลงทุนที่ลดลงมีผลกระทบต่ออัตราการเติบโตตามศักยภาพของไทย (Potential GDP Growth) ขณะนี้น่าจะต่ำกว่า 3% เล็กน้อย ช่วงที่ผ่านมา มีการปรับลดลงแต่มันปรับลดลงมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้ เป็นช็อคที่เกิดขึ้นที่เปลี่ยนแปลงในแง่ของตัวโครงสร้างของการค้า การขาย และการส่งออกของโลก

“ดังนั้น โลกใหม่หลังจากนี้จะต้องมีการปรับตัว หากไม่มีการปรับตัวจะทำให้อัตราการเติบโตตามศักยภาพของไทยมีโอกาสปรับลดลงต่ำกว่าเดิมได้”นายสักกะภพ กล่าว

นายสักกะภพ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพยายามช่วยกันทั้งนโยบายภาครัฐบาลที่ช่วยภาคการผลิต เพราะฉะนั้น นโยบายที่เข้าไปช่วยการลดต้นทุน การขยายตลาด การค้นหาตลาดใหม่ๆ ภาคการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งการส่งออกและการนำเข้าสินค้าเข้ามาในไทย

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า นโยบายการเงินจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาวหรือไม่นั้น การลงทุนภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องที่ ธปท. เป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนที่ต่ำมาระยะหนึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้อัตราการเติบโตตามศักยภาพของไทย (Potential GDP Growth) ชะลอตัวลงช่วงที่ผ่านมา

นายปิติกล่าวว่า ในระยะสั้นเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่ไม่เพียงแต่ประเทศไทย เพราะเกิดขึ้นในหลายประเทศ กำลังเผชิญความไม่แน่นอน และที่ชัดเจนที่สุดสิ่งแรกคือการลงทุน เพราะฉะนั้นในระยะสั้น การสะสมทุนชะลอลง ทำให้สภาพเศรษฐกิจชะลอลงในระยะสั้น

“สำหรับระยะยาวสามารถจะปรับไปอย่างไรได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราเองค่อนข้างเยอะ ว่าแต่ประเทศและในภาคธุรกิจสามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนไปได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งความชัดเจนของนโยบายเป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุน นโยบายการเงินอย่างมากก็ช่วยเสริมให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการลงทุน แต่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนในการลงทุนได้”นายปิติกล่าว

ทั้งนี้ ถามว่านโยบายการเงินมีบทบาทอย่างไรต่อการลงทุน เป็นเครื่องมือระดับรองลงมา หากคุยกับธุรกิจเกือบทุกเซกเตอร์มันไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของต้นทุนทางการเงินที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เป็นเรื่องความชัดเจนของนโยบาย เรื่องของโอกาสมองเห็นหรือมองไม่เห็น กฎเกณฑ์ของภาครัฐบาล เป็นต้น