นายกฯ คิกออฟ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ลดค่ายาช่วย ปชช. เฉลี่ย 30%
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
4 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding : MOU) โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยไปรอรับการรักษาไปจำนวนมาก ในขณะที่การไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนยังคงมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทั้งค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบาย “Quick Big Win” ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนในทุกมิติจึงได้มอบหมายให้ทางกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุขหาแนวทางแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในเรื่องของการรักษาพยาบาล และได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาคมโรงพยาบาลเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ร่วมกัน ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมผลักดันให้โครงการฯ นี้ เกิดขึ้น

สำหรับโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” นี้ จะดำเนินการโดยให้โรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยค่ายา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อยาในโรงพยาบาล หรือนอกโรงพยาบาลก็ได้ เพิ่มทางเลือก ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ลดความแออัดของโรงพยาบาลของรัฐ
สำหรับขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วมากกว่า 300 แห่ง และมีร้านขายยาจำนวนมากกว่า 3,400 แห่ง ลงทะเบียนกับทาง อย. มีตราสัญลักษณ์โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เตรียมพร้อมที่จะให้บริการกับประชาชนแล้ว นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถรับบริการผ่าน Telepharmacy หรือ การให้บริการเภสัชกรรมทางไกลผ่านเทคโนโลยี ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสภาเภสัชกรรมอีกทางหนึ่งด้วย ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมด้านราคาและได้ซื้อยาจากร้านขายยาที่มีคุณภาพมาตรฐาน คาดว่าจะช่วยลดค่าของชีพประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี

เภสัชกรชยินท์ จตุรพรประสิทธิ์ นายกสมาคมร้านขายยา ระบุว่า ร้านขายยามีความพร้อมในการจ่ายยาตามคำสั่งแพทย์ตั้งแต่ปี 2510 คาดว่าเมื่อดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” นี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานร้านขายยาให้สามารถจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ได้มากยิ่งขึ้น โดยผ่านในรูปแบบของใบสั่งยาที่เป็นทางการ ซึ่งจะทำให้การจัดยาสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยเบื้องต้นมีร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้วประมาณ 3,400 ร้าน ทั่วประเทศ จากจำนวนร้านขายยาทั้งสิ้น 21,000 ร้าน และมั่นใจว่าในอนาคตจะมีร้านขายยาเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นอีก โดยหลังการคิกออฟในวันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) ร้านขายยาสามารถให้บริการได้ทันที ส่วนราคายาน่าจะเป็นไปตามกลไกของตลาด ทำสำคัญโครงการฯ นี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนมีช่องทางในการซื้อยามากขึ้น

ด้าน นพ.สุรชัย แก้วหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์โรงพยาบาลวิชัยเวช อ้อมน้อย เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลพร้อมสนับสนุนโครงการฯ นี้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับบริการซื้อยามากขึ้น ประเมินว่าช่วงแรกจะมีประชาชนใช้บริการซื้อยานอกโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ของคนไข้ที่มารับบริการ และน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ร้านขายยายกระดับมาตรฐานยิ่งขึ้น ในส่วนราคายาประเมินว่าน่าจะลดลงได้มากกว่านี้เนื่องจากมีการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะยาจากต่างประเทศ และที่สำคัญคนไข้จะเข้าถึงยาได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลเอกชนก็จะต้องดูแลในเรื่องของคุณภาพการรักษาและบุคลากรทางการแพทย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า โครงการนี้ฯ จะทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ายาของประชาชนลดลงเฉลี่ย 30% แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของยาด้วย เพราะยาบางชนิดขึ้นอยู่กับคำสั่งแพทย์ ส่วนบางชนิดสามารถซื้อจากร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยประชาชนสามารถสามารถเช็กราคายาได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้
“เช่น ยาบางชนิดที่ทางเภสัชเกรของโรงพยาบาลจัดยาให้กับผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจจะไม่รับยาทั้งหมดก็ได้ หากเช็กจากแอปพลิเคชันของโครงการแล้วพบว่ายาบางชนิดที่ทางเภสัชเกรฯ ราคาสูงกว่ายาร้านขายยาบางร้าน ผู้ป่วยอาจเลือกซื้อร้านยานั้นแทนก็ได้” นางศุภจี กล่าว