“พิพัฒน์” เร่งตรวจสาเหตุ-ใครต้อง “รับผิดชอบ” เหตุรถไฟชนแยกมักกะสัน

“พิพัฒน์” เร่งตรวจสาเหตุ #รถไฟชนรถเมล์แยกมักกะสัน เป็นความละเลยของใคร และใครต้อง “รับผิดชอบ” ย้ำที่ผ่านมา มอบนโยบายความปลอดภัยคือที่ 1 ยันตรวจสอบทุกขั้นตอน พร้อม “รับผิดชอบ” เต็มที่

วันนี้ (18 พ.ค.69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าว ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุทางรถไฟ บริเวณมักกะสัน พร้อมสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว โดยตอบถึงกระแสสังคมเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับระบบขนส่งสาธารณะ คำว่าความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความสูญเสีย ผู้คนจำนวนมากต่างต้องการคำตอบว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ และความรับผิดชอบนั้นควรเริ่มต้นจากจุดใด

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ก่อนจะพูดถึงการแสดงความรับผิดชอบ จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์เสียก่อน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความประมาท หรือละเลยในเชิงนโยบายแต่อย่างใด

“คำว่ารับผิดชอบตรงนี้ เราต้องหาสาเหตุก่อนนะครับ เมื่อมันเป็นสาเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และไม่ใช่เป็นการกระทำที่ผมประมาท หรือผมละเลยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการมอบนโยบายด้านความปลอดภัยไว้อย่างชัดเจน โดยย้ำมาตลอดว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นลำดับที่หนึ่ง โดยเฉพาะกับพนักงาน หรือผู้ควบคุมยานพาหนะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถ เรือ หรือรถไฟ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้

“ในการมอบนโยบาย ผมได้มีการมอบนโยบายตลอดว่า ความปลอดภัยต้องมาเป็นลำดับที่ 1 และโดยเฉพาะพนักงานที่จะขึ้นไปควบคุม ไม่ว่าจะเป็นรถ เรือ หรือรถไฟ เราก็ให้มีการตรวจ โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์เป็นหลัก”

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในอดีตอุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับระบบรางเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรือสปีดโบทที่พุ่งชนเรืออีกลำ ทั้งที่ตามหลักเหตุผลแล้ว เรือที่วิ่งเร็วไม่ควรชนเรือที่เคลื่อนที่ช้ากว่าได้ หากไม่มีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้น

“ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่า มีผู้ขับขี่เรือสปีดโบทไปชนเรืออีกลำ ซึ่งเรือที่วิ่งเร็วไปชนเรือที่วิ่งช้า มันไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการออกข้อสั่งการและกำชับเรื่องมาตรการตรวจสอบมาโดยตลอด โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมยานพาหนะซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสารจำนวนมาก การตรวจสอบเรื่องแอลกอฮอล์ รวมถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บริหารจะรับผิดชอบอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายพิพัฒน์กล่าว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง และต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่า ความผิดพลาดนั้นเกิดจากใคร หรือมีการละเลยในขั้นตอนใดหรือไม่ และว่า “เราต้องหาข้อเท็จจริงต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง มันเป็นความละเลยของใคร มีผู้ที่ต้องรับผิดชอบหรือไม่”

แม้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในเวลานี้ แต่ยืนยันว่า หากท้ายที่สุดแล้วพบว่าความรับผิดชอบมาถึงตัวเอง ก็พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างแน่นอน เพียงแต่การรับผิดชอบนั้นต้องพิจารณาตามระดับและกระบวนการอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าหากว่าความรับผิดชอบตรงนั้นมาถึงตัวผม แน่นอนครับ ตัวผมเองก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่การรับผิดชอบก็ต้องเรียนว่า เป็นความรับผิดชอบในแต่ละขั้นขึ้นมานะครับ อันนี้ก็ต้องเรียงแบบตรงไปตรงมา”

คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของฝ่ายบริหารที่พยายามแยกแยะระหว่าง “ความรับผิดชอบทางนโยบาย” กับ “ความผิดพลาดในการปฏิบัติ” พร้อมยืนยันว่า “แม้จะมีมาตรการด้านความปลอดภัยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นยังจำเป็นต้องตรวจสอบในรายละเอียด เพื่อหาว่าความบกพร่องเกิดขึ้นในระดับใด และใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นอย่างแท้จริง”