วันนี้ (30 ม.ค.69) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ เพิ่มรายชื่อประเทศไทย ประเทศไทยกลับเข้าสู่ “บัญชีเฝ้าระวัง” (Monitoring List) ในประเด็นการบิดเบือนค่าเงิน เพื่อหวังผลทางการค้ากับสหรัฐฯ เนื่องจากการเติบโตของดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ใน บัญชีเฝ้าระวัง ตามรายงานที่สหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาเมื่อเช้านี้ (30 ม.ค.69) เกิดจากประเด็นการเกินดุล โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามเกณฑ์ที่สหรัฐฯ ใช้ในการพิจารณา
ทั้งนี้ ประเทศไทยเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 เกณฑ์ ได้แก่ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด จึงทำให้ถูกจัดให้อยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังร่วมกับอีก 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเดิมอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังอยู่แล้ว โดยสถานะดังกล่าวเป็นเพียงการถูกจับตาติดตาม ซึ่งไทยก็เคยอยู่ในกลุ่มนี้มาก่อนเช่นกัน
ในแง่ของความกังวลนั้น น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ไทยมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) อย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้เป็นไปตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่เขากำหนดไว้ก่อนหน้า และไม่ได้ส่งผลเป็นข้อจำกัดต่อการดูแลค่าเงิน
ที่ผ่านมา การดูแลค่าเงินของไทยมุ่งเน้นการดูแลความผันผวนทั้ง 2 ด้าน คือไม่ให้แข็งค่าเกินไป และไม่ให้อ่อนค่าเกินไป โดยพิจารณาในลักษณะสุทธิ (net) ซึ่งทำให้ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งรายงานที่ออกมาในครั้งนี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดแต่อย่างใด
สำหรับความเป็นไปได้ที่ไทยจะถูกจัดเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน (currency manipulator)
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า เรื่องนี้มีโอกาสน้อยมาก เพราะในปัจจุบันแทบไม่มีประเทศใดปล่อยค่าเงินแบบเสรีทั้งหมด ทุกประเทศล้วนมีการดูแลค่าเงินในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการดูแลความผันผวน ซึ่งสหรัฐฯ เองก็เข้าใจในบริบทนี้ และจากรายงานล่าสุดก็ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน
ในส่วนรอบการประเมิน สหรัฐฯ จะประเมินปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน โดยรอบล่าสุดที่ประกาศเมื่อเช้านี้ เป็นการประเมินช่วงกรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 ส่วนรอบถัดไปจะครอบคลุมช่วงมกราคม 2568 ถึงธันวาคม 2568 และคาดว่าจะมีรายงานออกมาในช่วงกลางปีหน้า
สำหรับแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าในระยะต่อไป ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2569 ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ประมาณ 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศราว 3.0% ต่อจีดีพี ทั้งนี้ยังต้องรอการคำนวณจากตัวเลขจีดีพีที่จะประกาศออกมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ หากย้อนดูในอดีต ไทยเคยอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังช่วงประมาณปี 2563–2564 หลังสถานการณ์โควิด โดยอยู่ในรอบการประเมินประมาณ 2–3 รอบ ซึ่งในช่วงนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดูแลค่าเงินบาทแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพียงการอยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และไม่ได้ถูกจัดเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน
สำหรับประเด็นว่าจะส่งผลต่อการเจรจาหรือการทบทวนอัตราภาษี (tariff) กับสหรัฐหรือไม่ ขณะนี้การเจรจาด้านภาษียังคงดำเนินอยู่ตามปกติ มีการประสานงานกับทั้งฝั่ง US Trade Representative และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง การติดตามเรื่องค่าเงินและการเจรจาการค้าเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่กันไป และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกันอย่างมีนัยสำคัญ
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ขอย้ำว่าการที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำโดยตรง แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะ 2 เงื่อนไขหลัก คือ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ มีลักษณะได้เปรียบหรือไม่ จึงทำฝห้สหรัฐฯ จับตาไทยใกล้ชิดขึ้น
ส่วนเงื่อนไขสุดท้ายคือ การดำเนินนโยบายค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ซึ่งในรายงานรอบนี้ ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเข้าข่ายดังกล่าว
”ดังนั้น การถูกจับตาในครั้งนี้จึงเป็นเพียงการติดตามตามกรอบปกติ และไม่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำแต่อย่างใด“
กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มาประสานขอข้อมูลจาก ธปท. เกี่ยวกับการแลกเงินผิดปกตินั้น
น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า กกต.มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ที่สามารถเรียกหรือขอข้อมูลไปใช้ในการตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงสามารถใช้อำนาจดังกล่าวในการขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง
ข้อมูลที่ ธปท. จะส่งให้ กกต. จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมที่ดูผิดปกติ แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดปกติในลักษณะใด เป็นเพียงการส่งข้อมูลธุรกรรมให้พิจารณาเท่านั้น และยังไม่ได้ชี้ชัดว่ามีความไม่โปร่งใสหรือการกระทำผิดเกิดขึ้น เป็นเพียงการส่งข้อมูลเบื้องต้นไปให้ กกต.
จากนั้นทาง กกต.จะต้องพิจารณา สืบสวน และสอบสวนเพิ่มเติม ว่าเข้าข่ายการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเพียงการส่งข้อมูลเท่านั้น
ส่วนคำถามว่ามีความผิดปกติเพิ่มเติมจาก 2 ล็อตใหญ่ที่ผู้ว่าการกล่าวถึงหรือไม่ “คงต้องพิจารณาเป็นรายล็อต และจะทยอยส่งข้อมูลไปตามคำขอของทาง กกต.” น.ส.ชญาวดีกล่าว
