“ศุภจี” ลั่น! ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ รายสินค้า จบทันสิ้นปีนี้

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

9 ตุลาคม 2568

“ศุภจี” ลั่น! ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ รายสินค้า จบทันสิ้นปีนี้

วันนี้ (9 ต.ค. 2568) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” ตอนหนึ่ง ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลไทยจะเร่งเจรจาในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อให้มีความชัดเจนของรายการสินค้า และตั้งเป้าจะให้การเจรจาดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ โดยถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ไทยต้องปรับตัวให้ทัน

ขณะเดียวกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรก กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอความคืบหน้าของการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ขณะนี้มีการพูดคุยทางเทคนิคแล้ว  โดยมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพยายามจะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 และพูดคุยถึงรายละเอียดรายการประเภทสินค้าอย่างชัดเจน รวมถึงรายละเอียดในเรื่องของ ภาษีตอบโต้สหรัฐฯ คอนเทนต์ที่มาจากต่างประเทศ ที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์​สูงสุด และทำให้ไม่มีปัญหาเรื่อง Transshipment มากจนเกินไป

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า รมว.พาณิชย์​จะเป็นหัวหน้าทีมเจรจาทีมไทยแลนด์ นั้น นางศุภจี ระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ​ต้องมีการแต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์​เป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้ แต่ในมุมของประเทศยังไม่ใช่ เพราะมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

ส่วนอีกเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ครม.​เศรษฐกิจ​ คือ ความคืบหน้าของการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) โดยปัจจุบันไทยมี FTA​ อยู่ 14 ฉบับ  18 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 2 ฉบับ ได้แก่ FTA​ ไทย-อียู คาดว่าจะเจรจาจบภายในสิ้นปี 2568 FTA ไทย-เกาหลีใต้ คาดว่าจะเจรจาจบภายในปี 2569

นอกจากนี้กระทรวง​พาณิชย์​ ยังได้หารือกับภาคเอกชนอย่างสภาหอการค้าไทย โดยสภาหอการค้าฯ ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับบางอุตสาหกรรม​ที่จะได้รับประโยชน์​จากการเจรจา​การค้ากับสหรัฐฯ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนรายละเอียด​กัน

นางศุภจี กล่าวต่อไปว่า นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาและทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออกของไทย อีกทั้งยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพบางส่วน แต่ก็สะท้อนอุปสงค์ที่ชะลอตัวในอีกด้านเช่นกัน

ทั้งนี้ปัจจุบันโลกเผชิญ 4 เทรนด์สำคัญ ดังนี้

1. Deglobalization การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค

2. Decarbonization การค้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยจึงต้องเร่งปรับมาตรฐานการผลิตและกฎระเบียบให้สอดรับ

3. Digitalization ทุกภาคส่วนรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

4. Demographics การลดลงของจำนวนประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นความท้าทายต่อผลิตภาพของประเทศ

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไทยเติบโตช้าลงจากเดิมที่เคยอยู่ราว 5% เหลือเพียง 3% และล่าสุด คาดว่า จะขยายตัวเพียง 1.8–2.3% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ระดับ -0.7% จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัว ขณะเดียวกัน ผลิตภาพแรงงานลดลง ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่ลดลง

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน 7 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. เสริมรายได้ฐานรากและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร โดยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและดูแลต้นทุนผ่านโครงการ “ธงเขียว” 2. สร้างตลาดใหม่และขยายการค้า 3. ลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ เช่น ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทุกมาตรการสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 เดือน

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเสนอแนวทางเสริมศักยภาพประเทศใน 3 ด้าน ดังนี้

1. ปรับโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรสู่เกษตรแม่นยำ เปลี่ยนจากระบบผลิตตามอุปทาน (Supply-driven) สู่การผลิตตามความต้องการตลาด (Demand-driven)

2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต พัฒนาแบรนด์และนวัตกรรมอาหารให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Future Food ของภูมิภาค

3. พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy ผ่านเทคโนโลยีและระบบ Trade Intelligence รวมถึงบริการแพลตฟอร์ม “MOC+” แบบ One-stop Service

 “รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่น เอกชน คือ โอกาส ถ้าเราจับมือกันแข็งแรง ประชาชนจะได้ประโยชน์แน่นอน”

นางศุภจี กล่าวเสริมว่า สำหรับโอกาสของประเทศไทย คือ การชูจุดแข็ง และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งจุดแข็งในเรื่องที่ตั้ง เพราะไทยตั้งอยู่ในบนใจกลางอินโดจีน การเชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผลิต และลงทุนในไทยจะได้ประโยชน์มากมาย เพราะจุดที่ตั้งของไทยมีความสะดวกสบายด้านโลจิกติกส์ และสนับสนุนให้ใช้สิทธิประโยชน์​ทางด้านการค้าที่เรามี