ธปท. ลุยสืบเส้นเงิน! หลังพบเบิกเงินสด 250 ล้าน ใช้แต่แบงก์ 500
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 มกราคม 2569

วันนี้ (28 ม.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา ‘Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย’ จัดโดย เครือมติชน ว่า สำหรับ มาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้เงินบาท จำกัดวงเงินซื้อ-ขายไม่เกิน 50-100 ล้านบาทต่อรายต่อวัน ธปท. จะดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
นายวิทัย กล่าวว่า ระยะแรก ธปท.จะขอความร่วมมือให้ร้านค้าทองคำและแพลตฟอร์มซื้อขายทองออนไลน์ทั้งที่ซื้อขายเป็นเงินบาทและสกุลดอลลาร์สหรัฐ ส่งข้อมูลการซื้อขายมาให้ ธปท. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลาง เนื่องจากที่ผ่านมา การซื้อขายทองออนไลน์ยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง ทำให้ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง ทั้งที่มีมูลค่าการซื้อขายขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ธปท.จะกำหนดให้การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทต่อรายการ ต้องรายงานข้อมูลเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงกรณีที่มีการซื้อทองผ่านแอพพลิเคชันแล้วนำทองคำออกจากระบบ (ถอนทอง) ด้วย โดยมาตรการรายงานข้อมูลจะประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ และให้รายงานย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับระยะที่สอง จะเป็นการกำกับจำกัดปริมาณการซื้อขายทองคำออนไลน์เฉพาะแพลตฟอร์มที่ซื้อขายเป็นเงินบาท ไม่รวมการซื้อขายที่เป็นสกุลดอลลาร์ และไม่รวมการซื้อขายทองคำผ่านร้านทองทั่วไป โดยกำหนดเพดานการซื้อหรือขายต่อวันต่อบุคคลไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและไม่กระทบผู้ลงทุนรายย่อย อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว ธปท.อาจพิจารณาปรับเพดานดังกล่าวลงในอนาคต
นายวิทัย กล่าวว่า ย้ำว่า มาตรการนี้ไม่กระทบต่อทองคำที่ประชาชนถือครองอยู่ในปัจจุบัน และไม่จำกัดสิทธิในการขายทองคำเดิมที่มีอยู่ การจำกัดจะใช้กับการซื้อทองคำใหม่ในอนาคตเท่านั้น โดยเป้าหมายหลักคือการลดความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเห็นผล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มทองคำราว 15 ราย จะได้รับระยะเวลาประมาณ 1 เดือนในการปรับระบบ เพื่อแยกธุรกรรมทองคำเก่าและทองคำใหม่ก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้
“เราไม่ได้จำกัดสิทธิ์ในทองคำเดิมที่ประชาชนมีอยู่ แต่เป็นการคุมการซื้อใหม่ในอนาคต เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าเงินบาท ซึ่งมาตรการนี้ต้องใช้เวลาให้ผู้ประกอบการประมาณ 15 ราย ปรับปรุงระบบไอทีเพื่อแยกแยะทองเก่าและทองใหม่” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า ส่วนมาตรการป้องกันและปราบปราม ทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะการเบิกเงินสดจำนวนมาก ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วราว 10–14 วัน
ขณะนี้เริ่มได้รับข้อมูลเข้ามากรณีเบิกเงินสดเป็นจำนวนมาก เช่น พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ขอแบ่งเป็นธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 500 บาท
นายวิทัย กล่าวว่า หากพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ ธปท.จะติดตามเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และหากพบความผิดชัดเจน จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ก็จะส่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทันที โดยย้ำว่า ธปท.ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นใดเป็นพิเศษ แต่เน้นตรวจสอบการใช้เงินสดในธุรกรรมที่อาจผิดกฎหมาย
นายวิทัย กล่าวว่า ในระยะถัดไปภายใน 2–3 เดือน ธปท.มีแผนปรับปรุงกฎเกณฑ์การเบิกถอนเงินสด โดยกำหนดให้การเบิกเงินสดเกินระดับหนึ่ง เช่น 3–5 ล้านบาทขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้าไปสอบถามวัตถุประสงค์การใช้งาน ทั้งนี้ หากเป็นการเบิกไปใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจที่มีความจำเป็น ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่จะไม่เปิดช่องให้มีการเบิกเงินสดจำนวนมากโดยไม่สามารถชี้แจงที่มาและวัตถุประสงค์ได้อย่างชัดเจน
นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศในยุโรปใช้ เพื่อป้องกันการนำเงินสดไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับโครงสร้างระบบการเงินให้โปร่งใสและลดบทบาทของเศรษฐกิจนอกระบบในประเทศไทย