น่าห่วง! คนไทยเหลือเงินติดบัญชีไม่เกิน 5 หมื่นบาท พุ่ง 116 ล้านบัญชี

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

21 มิถุนายน 2567

น่าห่วง! คนไทยเหลือเงินติดบัญชีไม่เกิน 5 หมื่นบาท พุ่ง 116 ล้านบัญชี

วันนี้ (21 มิ.ย.67) รายงานข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำรายงานยอดคงค้างเงินรับฝากแยกตามขนาดและอายุของเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน 2567 อัปเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย. 2567 พบว่ากว่า 88% ของบัญชีเงินฝากนั้นมีเงินคงเหลือไม่ถึง 50,000 บาท

ภายในรายงานระบุอีกว่ามีบัญชีที่มียอดเงินคงเหลือไม่เกิน 50,000 บาท มีจำนวนมากถึง 116,401,442 (116 ล้าน) บัญชี ซึ่งคิดเป็น 88% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด 130 ล้านบัญชีที่มีในประเทศ

ซึ่งบัญชีที่มียอดเงินฝากทั้งหมดสามารถจำแนกได้ดังนี้ 1.ยอดเงินฝาก 50,000 – 100,000 บาท มีจำนวน 4.2 ล้านบัญชี 2.ยอดเงินฝาก 100,000 – 200,000 บาท มีจำนวน 3.4 ล้านบัญชี

3.ยอดเงินฝาก 200,000 – 500,000 บาท มีจำนวน 3.2 ล้านบัญชี  4.ยอดเงินฝาก 500,000 – 1,000,000 บาท มีจำนวน 1.6 ล้านบัญชี 5.ยอดเงินฝาก 1,000,000 – 10,000,000 บาท มีจำนวน 1.7 ล้านบัญชี

6.ยอดเงินฝาก 10,000,000 – 100,000,000 บาท มีจำนวน 150,000 บัญชี 7.ยอดเงินฝาก 100 ล้านบาท – 500 ล้านบาท มี จำนวน 10,000 บัญชี และ 8.ยอดเงินฝาก 500 ล้านบาท ขึ้นไป มีจำนวน 1,593 บัญชี

นอกจากนี้ รายงานเมื่อปีที่แล้วยังพบว่ามีบัญชีเงินฝากกว่า 93 ล้านบัญชีที่มีเงินฝากไม่ถึง 5,000 บาท ซึ่งตัวเลขในปีนี้กลับมีบัญชีเพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่าคนไทยเข้าเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างหนักต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการสำรวจของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้สำรวจในปี 2566 (ณ 20 ต.ค.-3 พ.ย.66) จำนวนตัวอย่าง 2,189 คน

พบว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยยังมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายอยู่มาก และมีแนวโน้มเผชิญปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายสูงสุดถึง 73% และส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ราว 70% มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต อีกทั้ง แนวโน้มข้างหน้ามีความจำเป็นต้องกู้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะพึ่งพาเงินกู้นอกระบบมากขึ้น และการกู้ไปชำระหนี้กลายเป็นวัตถุประสงค์หลักของการกู้เงิน

กลุ่มคนรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนกว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาค้างชำระหนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากทั้งรายได้ลดลงมากและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าคนกลุ่มอื่น โดยราว 70% ของคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือสามารถอยู่ได้ไม่เกิน 1-3 เดือนหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นทำให้ขาดรายได้ เช่น เจ็บป่วย ออกจากงาน หากครัวเรือนเหล่านี้จะประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงทันที

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและกำลังสร้างครอบครัว กลับมีสัดส่วนผู้ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉินสูงถึง 39% เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 51 %

ไม่เพียงแต่ปัญหาการขาดเงินออมเท่านั้น แต่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยยังขาดหลักประกันความเสี่ยงที่สำคัญอีกด้วย เช่น กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีเพียง 3.8% เท่านั้น ที่มีประกันบำนาญเพื่อการเกษียณ

ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า 200,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนผู้มีประกันบำนาญสูงถึง 11.9% ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้มีรายได้น้อยมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในวัยเกษียณ เนื่องจากขาดแหล่งรายได้ที่มั่นคง

น่าเป็นห่วงว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่กำลังเผชิญกับความเปราะบางทางการเงินนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน อายุระหว่าง 31-40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะมีความมั่นคงทางการเงิน เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวและการวางแผนอนาคต

แต่ความเปราะบางทางการเงินที่พวกเขาเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น การศึกษาของบุตร หรือการซื้อบ้าน ที่อาจจะเป็นเจ้าของได้ยากจากปัญหาภาระทางการเงิน

ภาวะเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกในสังคมไทย หากไม่เร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อาจนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้

ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการให้ความรู้ทางการเงินอย่างทั่วถึง

ก็ได้แต่หวังให้การเงินเพิ่มพูนเหมือนการทำงานบ้างนะคะ


คลิปอีจันแนะนำ

ชีวิต…ที่ต้องดิ้นรน