แรงงานไทยยังน่าห่วง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

26 สิงหาคม 2567

แรงงานไทยยังน่าห่วง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (26 ส.ค.67) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2567 ระบุว่า สถานการณ์แรงงานไทยในไตรมาสนี้ เรื่องของการจ้างงานปรับตัวลดลง 0.4% และมีอัตราว่างงาน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 1.07% คิดเป็นตัวเลข ปัจจุบันมีผู้ว่างงานถึง 4.3 แสนคน

อัตราการจ้างงานในไตรมาสที่ 2 นี้ จากการสำรวจข้อมูลของสำนักสถิติ พบว่า ในขณะนี้มีคนทำงานในระบบ 39.5 ล้านคน มีอัตราการจ้างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไตรมาสที่ 2 นี้ ภาคสาขาการเกษตร ลดลงถึง 5% ในส่วนของการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.5% การขนส่งโลจิสติกเพิ่มขึ้น 0.5% ภัตตาคารและโรงแรมเพิ่มขึ้น 4.9% ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างงานลดลงมา ต่อคนอยู่ที่ 14,032 บาท/คน/เดือน ลดลงจากไตรมาสเดียวกัน ในปี 2566 ถึง 0.5%

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

อัตราการว่างงานไตรมาส 2 ปีนี้ ปรับขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.07% ในส่วนของประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป จะเป็นในเรื่องของ การปรับตัวของศักยภาพแรงงานไทยมีทักษะที่จำเป็นเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยทางสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่า ภายในปี 2570 ในส่วนงานภาคธุรกิจจะถูกแทนที่และทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ หรือ นวัตกรรม AI มากถึง 42% ซึ่งจากผลการสำรวจของไมโครซอฟท์ประเทศไทยร่วมกับ Linkedln พบว่าผู้บริหารไทยส่วนใหญ่ 74% ไม่ต้องการจ้างงานพนักงานที่ไม่มีทักษะในเรื่องของ AI

นอกจากนี้ การว่างงานระดับอุดมศึกษามีค่อนข้างสูง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงการจบการศึกษาของแรงงานใหม่ ขณะที่พบว่าผู้ว่างงานระดับอุดมศึกษาราว 63% จบการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ ธุรกิจ ขณะที่จบสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์คิดเป็นสัดส่วนราว 22% ของผู้จบใหม่ มองว่าเป็นกลุ่มที่ต้องมีการเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์เพิ่มขึ้นเพื่อให้ตอบสนองความต้องการตลาดในการพัฒนาภาคการผลิตในอนาคต

ในส่วนของผลกระทบ SME มีปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นต่อการจ้างงาน โดยปัจจุบัน SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่ว่า ว่าจ้างแรงงานไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือเงินขาดมือ โดยมีสัดส่วนจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสีย (NPL) ถึง 7.2% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว  ขณะที่ ดัชนีต้นทุนธุรกิจรายย่อย และธุรกิจขนาดกลาง ยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างงานในที่สุด

ผลกระทบของอุทกภัยล่าสุดนี้ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายมากถึง 308,238 ไร่ ซึ่งมีผลกระทบในหลายส่วนของเกษตรไทย ทั้งในเรื่องรายได้ ต้นทุนการเพาะปลูกใหม่ และความสามารถในการชำระหนี้ อาจลดลง ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เพื่อนำไปเป็นเงินหมุนเวียนในอนาคต