จับตา “ภาคส่งออก” 5 เดือนสุดท้ายปี’68 สูญเงิน 3.38 แสนล้าน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

5 สิงหาคม 2568

จับตา “ภาคส่งออก” 5 เดือนสุดท้ายปี’68 สูญเงิน 3.38 แสนล้าน

วันนี้ (5 ส.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับไทย ในการเก็บอัตราภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อยู่ที่ระดับ 19% จากเดิมอยู่ที่ 36% โดยให้มีผลในวันที่ 7 ส.ค.นี้

นายธนวรรธน์กล่าวว่า อัตราที่ไทยโดนจัดเก็บภาษีที่ระดับ 19% ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่เท่าเทียมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา โดยกลุ่มที่ได้เปรียบประเทศไทย ได้แก่ สิงคโปร์ที่ได้รับอัตราภาษีเพียง 10% ซึ่งถือเป็นประเทศที่ได้เปรียบที่สุดในภูมิภาค รองลงลงมาคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ได้รับอัตราภาษี 15% ทำให้ประเทศเทศเหล่านี้มีต้นทุนการส่งออกที่ต่ำกว่าและได้เปรียบสินสินค้าจากไทยในตลาดสหรัฐฯ

กลุ่มที่เสียเปรียบประเทศไทยมีหลายระดับ เริ่มจากเวียดนาม ไต้หวัน ศรีลังกา และบังกลาเทศ ที่ได้รับภาษี 20% ตามด้วยอินเดียและบรูไน ที่ 25% ลาว และเมียนมา ที่ 40% และสุดท้ายคือคือจีนที่เสียเปรียบมากที่สุดด้วยอัตราภาษี 51% ซึ่งสร้างโอกาสไทยสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาตลาดจากประเทศเหล่านี้ได้

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลกระทบรวมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2568 หายไป -0.62 หรือคิดเป็น -114,612 ล้านบาท โดยวิเคราะห์การส่งออกช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ ได้เร่งน้ำเข้าสินค้าไทย ทำให้การส่งออกเติบโตสูงมาก ทำให้มูลค่าเป็นบวกที่ 552,387 ล้านบาท

ขณะที่ 5 เดือนหลังจากนี้ (ส.ค.-ธ.ค.) ความต้องกานำเข้าสินค้าลดลงจากที่เร่งสต็อกสินค้าแทนการสั่งซื้อใหม่ ทำให้การส่งออกไทยหดตัวผิดปกติอย่างมาก คาดว่าจะหดตัวที่มูลค่าติดลบราว 338,847 ล้านบาท สินค้าเสี่ยงสูงคือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และยางและผลิตภัตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ สูง และยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก

“จับตาผลกระทบในปี 2569 อาจรุนแรงมากขึ้นทำให้จีดีพีหายไป 1.48% หรือติดลบ 275,069 ล้านบาท ซึ่งผลกระทบต่อภาคส่งออกในครึ่งหลังปี 2568 ช่วง 5 เดือนสุดท้ายลดลง”นายธนวรรธน์กล่าว

ทั้งนี้ หากมาตรการภาษีที่เข้มงวดไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปทิศทางที่ดี หรือมีการเพิ่มความเข้มงวดกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 มาตรการ ได้แก่ ช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับแลกระทบ, เสริมสร้าสร้างแหล่งกำเนิดสินค้า, กระจายการส่งออก, ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่าสูง, ส่งเสริมอุปสงค์ภายในประเทศ, และดำเนินการทูตเพื่อการค้าในเชิงรุก