“รปภ.” อ่วมรายได้น้อย! เข้ากะ 11 ชม./วัน ร่างพัง ค่าจ้างไม่พอ “รายจ่าย”

รปภ.” อ่วมรายได้น้อย! เข้ากะ 11 ชม./วัน คิดเป็น 50 ชม./สัปดาห์ ยืนตากแดดจนร่างพัง แต่รับค่าจ้าง 16,000 บาท/เดือน ร้องยังไม่พอค่าครองชีพ “รายจ่าย” สูงลิ่วทุกวัน

วันนี้ (27 พ.ค.69) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยรายงานรายได้ของแรงงาน รปภ. หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระบุรายได้เฉลี่ยเกือบ 17,000 บาท…แต่แลกมากับชั่วโมงทำงานยาว

จากฐานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยมีรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน โดยแรงงานชายมีรายได้เฉลี่ย 17,310 บาท ขณะที่แรงงานหญิงอยู่ที่ 13,829 บาท

แม้รายได้เฉลี่ยอาจดูไม่ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับแรงงานบริการบางกลุ่ม แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับชั่วโมงทำงาน จะพบว่า รายได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายเวลาการทำงาน มากกว่าการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน

  • 47.1% ของ รปภ. ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • 48.3% ทำงาน 40–49 ชั่วโมง
  • มีเพียง 3.1% ที่ทำงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เกือบครึ่งของแรงงาน รปภ. ไทย ทำงานเกินระดับมาตรฐานค่อนข้างมาก หากคิดจากรายได้เฉลี่ยภายใต้เวลาทำงานมาตรฐานประมาณ 208 ชั่วโมงต่อเดือน (26 วัน * 8 ชม.) จะอยู่ราว 81 บาทต่อชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง เมื่อเวลาทำงานยาวขึ้น รายได้ต่อชั่วโมงที่แท้จริงจึงต่ำกว่านั้นอีก

ในทางเศรษฐศาสตร์แรงงาน ปรากฏการณ์ลักษณะนี้มักสะท้อนระบบที่ยังแข่งขันผ่าน “ต้นทุนแรงงานต่ำ” มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยีหรือการจัดการ

รปภ. คือแรงงานที่ทำให้เมืองไม่เคยหลับ กรุงเทพฯ มีสัดส่วนแรงงาน รปภ. สูงสุดที่ 18.7% รองลงมาคือ ภูเก็ต (5%) ชลบุรี (3.4%) ฉะเชิงเทรา (2.9%) นนทบุรี (2.7%) และสมุทรปราการ (2.7%)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รปภ. ไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองเศรษฐกิจ ยังพบการกระจายตัวในจังหวัดชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และตาก นั่นหมายความว่า ความปลอดภัยเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคงของประเทศไปพร้อมกัน

ในอีกความหมายหนึ่ง แรงงาน รปภ. กำลังทำหน้าที่คล้าย “urban security infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของเมืองสมัยใหม่ ดังนั้น เมื่อกฎหมาย OT ใหม่มีผล ต้นทุนที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัท รปภ. แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เศรษฐกิจหลายประเภททั่วประเทศ

รปภ. ไม่ได้อยู่แค่ “บริษัท รปภ.” หลายคนอาจคิดว่า รปภ. ทำงานอยู่ในบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ข้อมูลจริงพบว่า

  • 22.8% อยู่ในบริษัทจัดหาแรงงาน
  • 19.3% อยู่ในบริการรักษาความปลอดภัย
  • 5.2% อยู่ในอสังหาริมทรัพย์
  • 4.9% อยู่ในค้าปลีกและโรงแรม
  • 4.1% อยู่ในโลจิสติกส์

รปภ. จำนวนมากไม่ได้ทำงานอยู่ใน “บริษัท รปภ.” เพียงอย่างเดียว โดยกว่า 4 ใน 10 ทำงานผ่านระบบจ้างเหมาหรือบริษัทจัดหาแรงงาน ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันผ่านต้นทุนแรงงานเป็นสำคัญ ทำให้ชั่วโมงทำงานที่ยาวอาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของแรงงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจของภาคบริการไทย

เมื่อ OT เริ่มถูกตีมูลค่าใหม่ กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 24 เม.ย. 2569 กำหนดให้ รปภ. ที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องได้รับค่าล่วงเวลาอย่างน้อย 1.25 เท่า และวันหยุดสูงถึง 2.5 เท่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมา รปภ. จำนวนมากทำงานกะยาวโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลาอย่างชัดเจน

หากคิดจากรายได้เฉลี่ย 16,955 บาทต่อเดือน จะอยู่ที่ประมาณ 81 บาทต่อชั่วโมง และถ้าทำ OT วันละ 3 ชั่วโมง และทำงานวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดประมาณ 4 วันต่อเดือน รายได้ OT อาจเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน

  • ค่าแรงเฉลี่ย ≈ 81 บาทต่อชั่วโมง
  • OT วันทำงาน ≈ 101 บาทต่อชั่วโมง
  • OT วันหยุด ≈ 202 บาทต่อชั่วโมง

นั่นหมายความว่า ในกรณีที่ยังทำ OT เท่าเดิม รายได้รวมอาจขยับจากประมาณ 17,000 บาท ไปใกล้ระดับ 26,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ นายจ้างบางส่วนอาจเลือกเพิ่มจำนวนพนักงาน ปรับรูปแบบการทำงานเป็น “เข้ากะ” แทน แต่ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นแบบไหน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “เวลาทำงาน” ของแรงงานกลุ่มนี้ เริ่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

ประเทศไทยกำลังเริ่ม “จ่ายค่าความปลอดภัยตามจริง” ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยคุ้นชินกับการมีแรงงานที่ทำงานยาว ค่าแรงไม่สูง และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กฎหมาย OT ใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มค่าแรง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดที่มีต่อแรงงาน เมื่อ OT ถูกตีมูลค่าใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงอาจค่อย ๆ กระจายไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าส่วนกลาง โรงแรม ห้าง โรงงาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่าง ๆ หรืออาจพูดได้ว่า เรากำลังเริ่มจ่ายต้นทุนที่แท้จริงของความปลอดภัย

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าต้นทุนคือ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แข่งขันด้วยค่าแรงต่ำ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ เทคโนโลยี และคุณภาพแรงงานมากขึ้นได้หรือไม่