“เฟตต้า” ร่อนหนังสือด่วนถึงนายกฯ วอนอัดฉีด 1.4 หมื่นล้านกู้วิกฤตน้ำมันขาด

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

21 มีนาคม 2569

“เฟตต้า” ร่อนหนังสือด่วนถึงนายกฯ วอนอัดฉีด 1.4 หมื่นล้านกู้วิกฤตน้ำมันขาด

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) โดยมีผู้แทนจาก 10 หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วม ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

โดยที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอและแนวทางมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม ททท. ได้ชี้แจง เน้นย้ำการสร้างสมดุล และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การเที่ยวในประเทศ ประชุมในประเทศ เที่ยวใกล้บ้าน ค้นหา Hidden gems เพื่อมาเจียระไน และ เที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

โดยที่มีความเห้นร่วมกันถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยทั้งทางตรงจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และทางอ้อมจากกำลังซื้อและต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลและกลุ่มรายได้สูง จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการเที่ยวบิน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและในประเทศ การบริหารต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า 7 สมาคมท่องเที่ยวไทย ในนามสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) ได้ทำหนังสือด่วนถึงผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสียงถึงนายกรัฐมนตรี  หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลกและผลักดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สถานการณ์ดังกล่าวได้ลุกลามกลายเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญกับ ภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้น

โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของจีดีพีประเทศ และมีการจ้างงานกว่า 4 ล้านคน กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ภาคเอกชนกังวลว่าหากประชาชนไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับการเดินทาง จะส่งผลให้เกิดการตัดสินใจยกเลิกการเดินทางทันที ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วน ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลราว 14,000 ล้านบาท เพื่อประคองสถานการณ์ ดังนี้

1. ด้านพลังงาน ขอให้รัฐบาลจัดสรรโควต้าน้ำมันพิเศษสำหรับรถท่องเที่ยวและจัดตั้งช่องทางเติมน้ำมันเฉพาะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า “มีน้ำมันให้เติม” ซึ่งสำคัญกว่าการคุมราคาในยามวิกฤต

2. มาตรการร่วมจ่าย (Co-pay) เสนอโครงการ “เที่ยวข้ามจังหวัด” จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ (งบประมาณ 3,000 ล้านบาท) และโครงการ “บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย” สนับสนุนค่าเช่ารถบัสคันละ 10,000 บาท (งบประมาณ 10,000 ล้านบาท) เพื่อกระตุ้นการเดินทางแบบหมู่คณะและประหยัดพลังงาน,

3. ลดต้นทุนการบิน สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและลดค่าธรรมเนียมสนามบิน (งบประมาณ 1,000 ล้านบาท)

4. การบริหารจัดการอื่นๆ การส่งเสริมตลาดต่างประเทศแบบ Two-way Marketing, การเข้มงวดความปลอดภัยและระบบคัดกรองนักท่องเที่ยว, การพัฒนาทักษะบุคลากร และการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ