สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ขอความชัดเจนจากรัฐ ไม่นำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

5 สิงหาคม 2568

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ขอความชัดเจนจากรัฐ ไม่นำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ

(วันนี้ 5 ส.ค.68) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำโดย นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมฯ ได้มีหนังสือยื่นถึง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการเปิดเสรีนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกา ทั้งในรอบปัจจุบันและการเจรจาใดๆ ในอนาคต

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเปิดเผยผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ในขณะเดียวกัน ไทยเปิดตลาดสินค้าให้กับสหรัฐฯ กว่าหมื่นรายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าเกษตรสำคัญอย่าง เชอร์รี่, ลำไย, ปลานิล, ข้าวโพด และ เนื้อหมู ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ

ในหนังสือระบุว่า จากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนของนายพิชัยในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ยังไม่มีคำยืนยันที่ชัดเจนว่า จะไม่เปิดตลาดสุกรให้กับสหรัฐฯ โดยใช้ถ้อยคำว่า “หากมีการเปิด ก็จะมีการพิจารณา 3 เงื่อนไข” ได้แก่

  1. จำกัดปริมาณนำเข้าไม่เกิน 1% ของการบริโภคในประเทศ
  2. มีมาตรการควบคุม เช่น การตรวจสอบย้อนกลับและรับรองจากต้นทาง
  3. พิจารณาความต้องการของตลาดภายในประเทศ

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ เห็นว่าคำตอบดังกล่าวยังคลุมเครือ และไม่สามารถลดความกังวลของเกษตรกรได้ จึงขอให้รัฐบาลยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

  • ไม่มีการตกลงเปิดตลาดเนื้อสุกรในรอบการเจรจาครั้งนี้
  • และจะไม่มีการนำประเด็นนี้เข้าสู่การเจรจาในรอบใดๆ ต่อไปในอนาคต

นายสิทธิพันธ์ ระบุว่า ปัจจุบันภาคปศุสัตว์ของไทย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาวัตถุดิบในประเทศ กฎระเบียบด้านสุขภาพสัตว์ และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวด ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือกับภาครัฐเอง

ตัวอย่างชัดเจน คือ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศจากเกษตรกรในราคาที่ ไม่ต่ำกว่า 9 บาทต่อกิโลกรัม (ในกรณีที่ข้าวโพดมีความชื้นไม่เกิน 14.5%) แม้จะส่งผลให้ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น แต่เกษตรกรก็ยังยินดีร่วมมือกับนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังรายงานว่า ปริมาณสุกรในประเทศขณะนี้มี ผลผลิตเกินความต้องการบริโภคอยู่ระดับหนึ่ง ส่งผลให้ภาคผู้เลี้ยงต้องบริหารจัดการ “Supply ส่วนเกิน” อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ราคาสุกรตกต่ำ จนกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย

และเมื่อวันที่ 16 ก.ค.68 กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ 12 ราย ได้ร่วมลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่กรมปศุสัตว์ เพื่อยืนยันว่าจะ ไม่เพิ่มปริมาณการผลิตสุกรในประเทศ โดยมุ่งให้สอดคล้องกับระดับการบริโภคภายในประเทศ เป็นมาตรการเชิงรุกในการรักษาเสถียรภาพของราคาและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไม่ให้ถูกเบียดออกจากตลาด

สมาคมฯ ชี้ว่า ความพยายามและความเสียสละของเกษตรกรไทยควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล ไม่ใช่ถูกทำให้เสี่ยงต่อการถูกแข่งขันด้วยเนื้อสุกรราคาต่ำจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งมีระบบการผลิตขนาดใหญ่ ต้นทุนต่ำ และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่แตกต่างจากไทยอย่างมาก

นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า “สุกรไม่ใช่แค่สินค้าเกษตร แต่คือหัวใจของอาชีพเกษตรกรไทยกว่าหลายแสนชีวิต การเปิดตลาดสุกรให้ต่างชาติเท่ากับเปิดประตูให้ความเสี่ยงไหลบ่าเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น เราจึงขอคำมั่นจากรัฐบาลอย่างเด็ดขาดและเป็นทางการ”