อุตฯ ผลิต-ท่องเที่ยว “ซึม” ทุบรายได้แรงงานอ่วมนายจ้างไม่ขึ้น ”ค่าแรง“

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

8 มกราคม 2569

อุตฯ ผลิต-ท่องเที่ยว “ซึม” ทุบรายได้แรงงานอ่วมนายจ้างไม่ขึ้น ”ค่าแรง“

วันนี้ (8 ม.ค.69) น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. มองไปข้างหน้าปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงจะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงและขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ 

โดยประเมินปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวอยู่ที่ 1.5% ชะลอตัวลงจากการบริโภคเอกชน อยู่ที่ 1.9% ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าขยายตัว 0.6% แรงส่งจากภาครัฐรัฐบาลที่แผ่วลงตามงบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้าจากการยุบสภา ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 35 ล้านคน รายได้ 1.5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2570 และประเมินว่าจีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่ 2.3% แม้จะฟื้นตัวแต่ตัวเลขยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยรวมปรับดีขึ้นจากแรงส่งภาครัฐที่กลับมา และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 36 ล้านคน รายได้ 1.6 ล้านล้านบาท ขณะที่การส่งออกสินค้า อยู่ที่ 1.7% และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูง

น.ส.ปราณีกล่าวว่า 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันด้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้ปี 2568 ขยายตัวถึง 12.3% ยังเป็นการเติบโตที่ไม่ดี เพราะหมวดสินค้าหลักคืออิเล็กทรอนิกส์เป็นการกระจุกตัวแค่บางหมวดสินค้าเท่านั้น หากเทียบกับปี 2564-2567 ที่การส่งออกขยายตัวอยู่ที่ 7.2% แม้ตัวเลขจะน้อยกว่าปี 2568 แต่การส่งออกกลับมีการกระจายตัวในหลายหมวดสินค้า 

แม้การส่งออกจะขยายตัวมาก 12.3% ในปีที่แล้ว แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศแทบจะไม่ขยายตัว โดยเฉพาะการเติบโตสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งไทยขยายตัวอยู่ที่ 17.2% เมื่อเทียบกับตัวเลขการส่งออกในหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน อยู่ที่ 73.8% ฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 53.5% มาเลเซีย อยู่ที่ 43.9% เกาหลีใต้ อยู่ที่ 38.3% เวียดนาม อยู่ที่ 34.8%

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าที่รุนแรงขึ้น โดยสินค้าที่นำเข้าจากจีน ต่อมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในปี 2555 มีการนำเข้าคิดเป็น 15% แต่ปี 2567 มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 31% หากดูไส้ในพบว่ามีการนำเข้าของสินค้าวัตถุดิบ สินค้าคั่นกลาง ประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 

“การนำเข้าสินค้าจากจีน เป็นสาเหตุว่าทำไมการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ค่อนข้างดี แต่การนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่มีส่วนประกอบค่อนข้างสูง ทำให้ภาคการผลิตของไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกมากนัก”

น.ส.ปราณีกล่าวว่า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากข้อมูลนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลง ในปี 2568 จำนวนอยู่ที่ 33 ล้านคน จากปี 2567 อยู่ที่ 36 ล้านคน คิดเป็น -7% จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง หากเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

เช่น ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ที่ 39 ล้านคน จากปี 2567 อยู่ที่ 37 ล้านคน ส่วนเกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ที่ 19 ล้านคน ส่วนปี 2567 อยู่ที่ 16 ล้านคน และเวียดนาม มีนักท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ที่ 21 ล้านคน จากปี 2567 อยู่ที่ 18 ล้านคน

“จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าในประเทศอื่นสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงโควิด มีเพียงไทยประเทศเดียวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง สะท้อนความสามารถในการ แข่งขันที่ด้อยลง”

น.ส.ปราณีกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวส่งผลต่อจีดีพี หากย้อนไปดูในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด ระหว่างปี 2558-2562 จีดีพีของประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4% สัดส่วนจีดีพีแบ่งเป็นการผลิตภาคอุตสาหกรรม 0.5% และภาคบริการ 2.9% 

เมื่อเทียบกับช่วงหลังเกิดโควิดในปี 2565-ไตรมาส 3/2568 จีดีพีของประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4% สัดส่วนจีดีพีเกือบทั้งหมดมาจากภาคบริการ 2.2% และภาคเกษตรกรรม 0.2% โดยไม่มีผลจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้แรงงานย้ายไปที่ภาคบริการเพิ่มขึ้น

โดยแรงงานย้ายจากภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม เข้าสู่ภาคบริการแบบดั้งเดิม (traditional service) ที่มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 114 บาทต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากช่วงโควิดที่ค่าจ้างอยู่ที่ 110 บาทต่อชั่วโมง อัตราค่าจ้างต่ำมากเมื่อเทียบกับภาคบริการสมัยใหม่ (modern service) มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 703 บาทต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากช่วงโควิดที่ค่าจ้างอยู่ที่ 558 บาทต่อชั่วโมง ขณะที่ภาคการผลิต (manufacturing) มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 183 บาทต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากช่วงโควิดที่ค่าจ้างอยู่ที่ 173 บาทต่อชั่วโมง

เมื่อความสามารถการแข่งขันของไทยด้อยลง ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ของแรงงานมีทิศทางการเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง ซึ่งแรงงานในส่วนภาคการผลิตที่เป็นลูกจ้างรายได้เติบโตค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 16% ขณะที่รายได้ลูกจ้างภาคบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 40% เติบโตจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ซึ่งยังเป็นทิศทางที่ถือว่าต่ำ

เมื่อแนวโน้มรายได้รวมโตต่ำจะมีผลต่อการบริโภคในระยะถัดไป ในการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ที่คาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ที่ 1.9% ในปี 2569 หากเทียบกับปี 2567 ที่ขยายตัวสูงถึง 4.4%

“ซึ่งภาพนี้เป็นภาพสะท้อนของประเทศว่าทำไม ธปท.มองไปข้างหน้าแล้วการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ โดยช่วงครึ่งหลังปี 2568 โต 1.3% ทำให้ตลอดทั้งปีจีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 2.2% ปัญหาหลักมาจากการชะลอตัวของภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและการอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ“