SCB ชี้แจกเงินสดหมื่นบาท ‘กลุ่มเปราะบาง‘ เจาะจง-ไม่หว่านแห
ต้นกุมภาฯ อีจัน
12 กันยายน 2567

วันนี้ (12 ก.ย.) ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (สำนักงานใหญ่) ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศอย่างเร่งด่วน
ดร.สมประวิณกล่าวว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่วัตถุประสงค์เปลี่ยนไปแจกเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบางก่อน ถือเป็นสิ่งที่ดีเป็นนโยบายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ไม่ใช่การเหวี่ยงแห ซึ่งประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลจะหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ประมาณ 0.5-0.7% ส่งผลให้จีดีพีปี 68 อยู่ที่ 2.6%

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของคณะรัฐบาล (ครม.) ชุดใหม่เป็นการสานต่อนโยบาย ครม. ชุดก่อน โดยมีจุดเน้นมากขึ้นที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจกลุ่มเปราะบาง ซึ่งประเมินชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะสั้น จะส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ท่องเที่ยว และภาคเกษตร ขณะที่ธุรกิจที่มีแรงงานขั้นพื้นฐานในสัดส่วนสูงจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุน และธุรกิจพลังงานอาจได้รับผลกระทบด้านรายได้
สำหรับนโยบายส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน จะส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมที่สอดรับเทรนด์โลก และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อมยังเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสให้หลายธุรกิจต้องปรับตัว

ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ฟันเฟืองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากรอบด้าน โดยเฉพาะ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ที่อาจสูญเสียกำลังการผลิตในประเทศไปราว 40% หากการปรับตัวของค่ายรถยนต์ไม่เท่าทันกับกระแสนิยมที่กำลังเปลี่ยนไป
และ 2.ผู้ประกอบการ (เอสเอ็มอี) เผชิญแรงกดดัน จากกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง อีกทั้ง ยังถูกซ้ำเติมจากการตีตลาดจากสินค้านำเข้า กระบวนการผลิตและการตลาดล้าสมัย ดังนั้น การผลักดันให้ภาคธุรกิจเหล่านี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่กับนโยบายยกระดับความสามารถทางการเเข่งขันในระยะยาว
“อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวหรือปัญหาเชิงโครงสร้างก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย”ดร.สมประวิณกล่าว
ดร.สมประวิณกล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำในปี 67 และ 68 ที่ 2.5% และ 2.6% ตามลำดับ ซึ่งในระยะต่อไปภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงส่งหลักที่เหลืออยู่ของเศรษฐกิจไทย โดยประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 68 ที่ 39.4 ล้านคน ซึ่งการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังถูกกดดันจากแนวโน้มการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนแบบกรุ๊ปทัวร์
ขณะที่การส่งออกไทยปี 68 ยังเติบโตต่ำกว่าในอดีต ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และอุปสงค์ในประเทศเปราะบาง การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะหดตัวเล็กน้อยในปีนี้ แต่จะกลับมาขยายตัวได้ในปีหน้า ตามมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ (BOI) ที่ปรับดีขึ้นมาก แต่การลงทุนจะยังเติบโตได้ไม่มากนัก
ดร.สมประวิณ กล่าวว่า ปีนี้ประมาณการจีดีพีที่ 2.5% แต่ที่สำคัญคือการปรับลดจีดีพีปีหน้ามาที่ 2.6% ลดลงเป็นรอบที่ 2 จากสูงกว่า 3% มาเป็น 2.9% และยังมีโอกาสที่จะไหลลงได้อีก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในอนาคตนอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องวัฏจักรเข้ามาทำให้เศรษฐกิจหมุนวนลงเร็วขึ้น
“แต่จะมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย (Hard landing) หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับการทำนโยบายต่อไปในอนาคต หากนโยบายการเงิน-การคลังประสานกันได้ดีโอกาสที่จะเกิดก็ลดลง แต่ถ้านโยบายไปคนละทิศละทางก็มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ ภาวะถดถอยได้”ดร.สมประวิณ กล่าว