“ศุภจี” เผย รัฐทุ่มงบ 1.28 พันล้านบาท ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลัง หนุนผลผลิต คุมโรค เพิ่มรายได้เกษตรกร

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

11 พฤศจิกายน 2568

“ศุภจี” เผย รัฐทุ่มงบ 1.28 พันล้านบาท ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลัง หนุนผลผลิต คุมโรค เพิ่มรายได้เกษตรกร

(เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 68) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2568 ที่กระทรวงการคลัง ว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณรวม 1,279.22 ล้านบาท สำหรับการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพตลาดมันสำปะหลังในปี 2568/69 เน้นแก้ปัญหาผลผลิตตกต่ำและการควบคุมโรคใบด่าง ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่เกษตรกรต้องเผชิญ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโรคใบด่างที่ลดคุณภาพผลผลิต การเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด และราคาผลผลิตที่ตกต่ำ โดยคาดว่าปี 2568/69 ผลผลิตมันสำปะหลังจะลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 25.56 ล้านตันจากพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.12 ล้านไร่

มาตรการที่รัฐบาลเสนอมี 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. รักษาเสถียรภาพราคา : มุ่งชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อควบคุมอุปทานที่ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีการชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เก็บสต็อกมันสำปะหลัง รวมถึงโครงการสนับสนุนการเก็บเกี่ยวล่าช้า และสินเชื่อเกษตรกรให้สามารถรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น
  2. ส่งเสริมการผลิตและการแปรรูป : รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ทนทานต่อโรค และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและยกระดับเครื่องมือแปรรูปมันสำปะหลัง
  3. เพิ่มช่องทางการตลาด : เพื่อขยายตลาดและเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อในต่างพื้นที่ โดยการสนับสนุนค่าขนส่ง 500 บาทต่อตันสำหรับผู้รับซื้อนอกพื้นที่เป้าหมาย 200,000 ตัน
  4. ควบคุมโรคใบด่าง : โดยการจัดหาพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีที่ทนโรค และส่งเสริมการขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ผลผลิตลดลง

การดำเนินการในโครงการต่างๆ นี้จะครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การควบคุมศัตรูพืช และการขยายตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

โดยในปี 2568/69 คาดว่า ราคามันสำปะหลังเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.18 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตที่ลดคุณภาพจากโรคใบด่างและการเก็บเกี่ยวที่ไม่ครบกำหนด

“การดำเนินการตามมาตรการต่างๆ จะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และมุ่งมั่นสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย” นางศุภจี กล่าวเสริม

การแก้ปัญหามันสำปะหลังในระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต