เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1% ฉุดรายได้ส่งออก 1 แสนล้าน!
ต้นกุมภาฯ อีจัน
31 สิงหาคม 2567

วันนี้ (31 ส.ค.67) น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่องเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าช่วงปลายปี’67 ธุรกิจเร่งตั้งรับค่าเงินผันผวนสูง
บทวิเคราะห์ระบุว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทค่อนข้างผันผวนนับจากต้นปี 67 โดยเริ่มต้นปีด้วยการทยอยอ่อนค่าทะลุแนว 37.00 ในช่วงปลายเดือนเม.ย.67 ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนก.ค.67 จนหลุดแนว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น หรือประมาณ 1-2 เดือนจากนี้ มองว่าหากเซนติเมนต์ของเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนแอจากเรื่องแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงมีต่อเนื่อง อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้
ข่าวน่าสนใจอื่น
โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงทุกรอบการประชุม FOMC ใน 3 รอบการประชุมที่เหลือของปีนี้ ประมาณ 0.75-1.00% เทียบกับโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ในขณะนี้ตลาดคาดว่าอาจเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้งในปีนี้
ด้านปัจจัยในประเทศ แม้จะมีภาพเป็นบวกมากขึ้นเมื่อมีทีมรัฐบาลชุดใหม่ ควบคู่วิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่ชัดเจน แต่ก็ต้องรอบทสรุปอย่างเป็นทางการของนโยบายรัฐบาลใหม่ และการให้รายละเอียดในทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น
ดังนั้น ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงท้ายปี 67 จึงยังมีโอกาสแกว่งตัวตามสถานการณ์และข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเข้ามาเพิ่มเติม โดยอาจมีการปรับฐานเป็นบางช่วง ทำให้คาดว่าเงินบาทจะปิดปี 2567 ที่ประมาณ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ (ปรับจากคาดการณ์เดิมที่มองไว้ที่ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ภายใต้สมมติฐานเดิมที่มองว่าเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยช้า)

น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เงินบาทแข็งค่า 1% กระทบรายได้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทุกๆ 1% อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของ Nominal GDP ทั้งนี้ แม้สภาวะเงินบาทที่ผันผวนจะไม่กระทบกลไกการตั้งราคาสินค้าส่งออกที่มักจะอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ฯ มากนัก
แต่คงต้องยอมรับว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการโดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่มีรายได้ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ เพราะจะทำให้รายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นรายได้สกุลเงินบาทลดลง ซึ่งผลกระทบจะยิ่งชัดเจนขึ้น
ในกรณีที่ผู้ส่งออกดังกล่าวพึ่งพิงวัตถุดิบจากในประเทศเป็นหลัก (สัดส่วน Import Content ต่ำ) เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้กลไก Natural Hedge เพื่อบรรเทาผลกระทบได้ ตัวอย่างธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ ยางและพลาสติก รถยนต์ และการผลิตอาหาร

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
สุดท้าย เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตามความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก-ผู้นำเข้า ที่มีรายรับ-รายจ่ายในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เช่น Forward, Options, Futures
นอกจากนี้ ก็ควรกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาโดยตั้งเป้าหมายเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการให้เหนือคู่แข่ง เลือกใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) ตลอดจนบริหารจัดการรายได้และต้นทุน และลดความเสี่ยงจาก FX ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น Natural Hedge หรือ Foreign Currency Deposits (FCD) เป็นต้น