เอกชนอ่วม แอปฯจีนดังถล่มค้าออนไลน์ ขอรัฐแก้ 2 เรื่อง อุ้มเอสเอ็มอีไปต่อ

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

8 สิงหาคม 2567

เอกชนอ่วม แอปฯจีนดังถล่มค้าออนไลน์ ขอรัฐแก้ 2 เรื่อง อุ้มเอสเอ็มอีไปต่อ

หลังจากประเทศไทยกลายเป็นถิ่นที่ทำธุรกิจหลักของชาวต่างชาติหลากหลายมาก โดยเฉพาะ “จีน” ที่เข้ามาทำธุรกิจเกือบทุกประเภท ล่าสุด ก็เข้ามาตีตลาดการค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างมาก

วันนี้ (8 ส.ค.67) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จากจีนที่เปิดใหม่คือ เทมู (Temu) ที่มีการเปิดตัวทำธุรกิจแล้ว 50 ประเทศ รวมประเทศไทย โดยมีสโลแกนช้อปอย่างมหาเศรษฐี เพราะราคาสินค้าในแอปฯถูก


ข่าวน่าสนใจอื่น


นายเกรียงไกร กล่าวว่า ความน่ากลัวของเทมู เป็นแพลตฟอร์มน้องใหม่ไฟแรง เพราะมีบริษัทเป็นบริษัทลูกของพินตัวตัว (Pintuatua) แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของจีน โดยมีตัวแม่เป็นบริษัท พีดีดี โฮลดิงส์ เป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน โดยวิธีการจะให้พินตัวตัว เป็นการรวมการซื้อราคาโรงงาน หากรวมได้ 10-20 ชิ้นราคาขายจะถูกลง จึงประสบความสำเร็จในประเทศจีน

สำหรับเทมู สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาโรงงานตั้งแต่ชิ้นแรก ซึ่งนโยบายแม่ พีดีดี โฮลดิงส์ เขียนไว้ชัดเจนว่าพินตัวตัวจะมุ่งเน้นในตลาดจีน แต่เทมูจะบุกไปทั่วโลก ขณะนี้บุกไป 50-60 ประเทศแล้ว ดังนั้น สินค้าจากโรงงานส่วนใหญ่มาจากประเทศจีนทั้งหมด ส่งผลให้สินค้าเหล่านี้จะถล่มไปทั่วโลก

“สินค้าภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบ แม้แพลตฟอร์มเก่าๆ ที่เป็นปัญหาทั้งช้อปปี้ ลาซาด้า ติ๊กต๊อก มาถึงเทมูที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของโรงงานไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเทมูมีความน่ากลัวที่สุด เพราะนโยบายการขายที่ขายชิ้นแรกก็ราคถูกแล้ว และพิสูจน์ว่าสามารถตีตลาดแพลตฟอร์ม อมาซอน (Amazon) ของสหรัฐได้ แม้เปิดมาแค่ 1 ปีกว่า ก็มียอดผู้ใช้บริการมากถึง 51 ล้านคนต่อวัน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ กกร.กำลังจับตาดูอยู่”นายเกรียงไกรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.เสนอวิธีการแก้ไข 2 เรื่อง คือ 1.การจัดเก็บภาษีแม้ไทยมีสนธิสัญญา หรือเอฟทีเอ ระหว่างอาเซียนกับจีน เมื่อเซ็นไปแล้วมีปัญหาข้อตกลงการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิมเมื่อเข้าแล้วไม่เสียภาษีนำเข้า แต่ผู้ประกอบการไทยต้องเสียตั้งแต่บาทแรก สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรม ล่าสุด คลังจะเก็บภาษี (Vat) 7% ของสินค้านำเข้า

2.เรื่องราคาสินค้าจะเห็นได้ชัดประเทศอินโดนีเซีย แก้เกมโดยการลดราคาสินค้าที่ขายในออนไลน์จะไม่ขายของจุกจิกราคา 10-20 บาทไม่มีขายบนออนไลน์ กำหนดอย่างน้อยจำนวนเท่าไหร่ที่สามารถขายได้ เพื่อจะช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ เหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น