เงินบาทแข็งสุดรอบ 4 ปี เคลื่อนกรอบ 30.86 บาท/ดอลล์ รับพิษราคา “ทองแพง”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

28 มกราคม 2569

เงินบาทแข็งสุดรอบ 4 ปี เคลื่อนกรอบ 30.86 บาท/ดอลล์ รับพิษราคา “ทองแพง”

วันนี้ (28 ม.ค.69) ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่าหลุดแนว 31.00 ไปแตะระดับ 30.866 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือนครั้งใหม่ (นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2564) ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 30.90-30.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.35 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ

ทั้งนี้ เงินบาทยังได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำที่พุ่งขึ้นทำ All-time high ครั้งใหม่ และสกุลเงินเอเชีย นำโดย เงินเยนที่ยังปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลงตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะสั้นของสหรัฐฯ ในช่วงที่ตลาดรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คืนนี้ (28-29 ม.ค.69)

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังเผชิญแรงขาย หลัง ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์แสดงท่าทีไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงที่ผ่านมาและการที่เงินดอลลาร์ฯ มีสัดส่วนลดลงในทุนสำรองฯ ประกอบกับตลาดคาดการณ์ว่า ปธน. ทรัมป์อาจเปิดเผยชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นประธานเฟดคนถัดไปในสัปดาห์นี้

“สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 30.80-31.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากผลการประชุมเฟด การเคลื่อนไหวของเงินเยนและราคาทองคำตลาดโลก และฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ”

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์ สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้แถวโซนแนวรับแรก 31.10 บาทต่อดอลลาร์ แต่คงมุมมองเดิมว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยหลังจากที่เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ จะมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับถัดไป 30.80 บาทต่อดอลลาร์

ในกรณีที่ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 หรือความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่จะพอช่วยหนุนเงินเยนญี่ปุ่นให้แข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ดังกล่าว โดยเฉพาะจากประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล Trump 2.0 อาจพอช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้นต่อ มากกว่าที่ประเมินไว้และเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าของเงินบาทได้

ส่วนราคาทองคำนั้น การปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ของราคาทองคำ (XAUUSD) ในระยะสั้น ได้ทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ Danger Zone มาสักระยะ เสี่ยงต่อการเข้าสู่ช่วงพักฐานได้ไม่ยาก ล่าสุด ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว อย่าง เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ถึง +37% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เก็บข้อมูลสถิติ หากราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานได้จริง ตามสถิติที่วิเคราะห์อาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์

ย้ำว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)

และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

ทั้งนี้ ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ทำให้มองว่าผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน