ธปท. ออก 2 ประกาศคุมเข้มแอปฯ เทรดทอง ไม่เกิน 50-100 ล้าน/วัน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
21 มกราคม 2569

วันนี้ (21 ม.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากประกาศของกระทรวงการคลัง ลงราชกิจจานุเบกษาให้ ธปท. มีอำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ จากนั้น ธปท. ได้ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ในประเด็นการซื้อขายทองคำ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Consultation) สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 20 ม.ค. แล้วนั้น
ระยะต่อไป ธปท. ได้เตรียมออกประกาศเจ้าพนักงงาน 2 ฉบับ ซึ่งจะมีการออกประกาศ 2 ครั้ง ในเดือน ม.ค.นี้
โดยในวันที่ 23 ม.ค.69 ประกาศเรื่องการให้ส่งข้อมูลธุรกรรมทองคำ เช่น จากนี้ไปผู้ซื้อทองเกิน 20-50 ล้านบาท หรือมากกว่านี้ ต้องส่งข้อมูลให้ ธปท. ตรวจสอบ เนื่องจากมีผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งจะให้แอปพลิเคชั่นที่ทำธุรกิจทองคำ ที่มีการซื้อ-ขาย สกุลเงินบาทราว 14-15 ราย ส่งข้อมูลให้ ธปท. เช่น บุคคลใดซื้อหรือขายเกินอัตราที่กำหนด 20-50 ล้านบาท ให้รายงานธุรกรรมของบุคคลนั้นต่อ ธปท. ส่งผลให้ ธปท. มีฐานข้อมูลเพียงพอในการออกคำสั่งที่เข้มงวดต่อไป
และในวันที่ 29 ม.ค.69 ประกาศที่ 2 เรื่องการควบคุมการซื้อ-ขายทองคำผ่านแอปฯ ออนไลน์ ให้อยู่ในระดับอัตราที่กำหนด ซึ่งระหว่างนี้ยังอยู่ช่วงพิจารณาอัตราที่ 50-100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน เพื่อแก้ปัญหาการซื้อขายทองคำในระดับสูงมาก ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น
“ย้ำว่าที่ดำเนินการขณะนี้ เฉพาะแอปฯ บาท ไม่เกี่ยวกับการซื้อแอปฯ ดอลลาร์ และการซื้อ-ขายในร้านทอง แล้วที่ทำในแอปฯ บาท จะไม่กระทบรายย่อยที่เทรดในออนไลน์ เพราะคงไม่มีใครซื้อขายวันละ 50-100 ล้านบาท รวมถึงจะไม่กระทบคนที่สะสมทองไปก่อนหน้านี้“
ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศออกไปแล้ว อาจต้องให้ร้านทองหรือผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ไปปรับระบบให้สอดคล้องกับประกาศที่ออกไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือน โดยเริ่มบังคับใช้ในเดือน มี.ค.69
ขณะเดียวกัน การดำเนินการเรื่องทองคำจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท ที่ขณะนี้เคลื่อนไหวฝั่งแข็งค่าต่อเนื่อง รวมถึงการปราบปรามปัญหาธุรกรรมผิดกฎหมาย (ทุนเทา) ในอนาคต
นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวฝั่งแข็งค่า มี 3 สาเหตุที่เป็นปัจจัยกดดันค่าเงิน คือ 1. เงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ (Fundamental) ไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น หลังจากที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าทำให้เงินบาทแข็งค่า โดยเป็นผลจากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนกังวลปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
2.เมื่อราคาทองสูงขึ้น เป็นผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเช่นกัน เช่น 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าจากเงินไหลเข้า (flow) ขายดอลลาร์จากร้านทอง ราว 35% และช่วงเดือน ธ.ค.68 ร้านทองขายดอลลาร์ 45% ขณะที่ราคาทองจากต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้น 10% ดังนั้น เมื่อมีการขายทำกำไรทองคำ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าโดยปัจจัยจากการเทรดทองออนไลน์ได้เช่นกัน และ 3.การแทรกแซง (intervention) ค่าเงินบาท
นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดว่า ธปท.สามารถดำเนินการเรื่องเงินบาทได้ตลอดเวลา หรือ ธปท. คุมค่าเงิน โดยยืนยันว่า การแลกเปลี่ยนซื้อดอลลาร์ ขายดอลลาร์ต่อบาท ซื้อบาทขายบาท เป็นตลาดเสรี เมื่อคนนำเงินเข้ามาในประเทศไทย จะมีการนำเงินไปแลกกับสถาบันการเงิน ร้านรับแลกเงินตรา เป็นรูปแบบการซื้อขายกันเองในตลาด ดังนั้น ธปท. จึงไม่ได้อยู่ในตลาดนั้น
“ธปท.จะเข้าไปอยู่ในตลาดเมื่อต้องการซื้อ หรือ ขายดอลลาร์ จากการเข้าไปแทรกแซง (intervene) ตลาด เช่น เห็นดอลลาร์แข็งค่าเร็วผิดปกติ เป็นต้น ในยามปกติแบงก์ชาติจะไม่ได้อยู่ในตลาดนั้น“
ทั้งนี้ สำหรับการเข้าไปดูแลค่าเงินบาท ทำได้ 2 เรื่อง คือ 1.ใส่ข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ธปท. กำหนดให้บุคคลจะนำดอลลาร์เข้าประเทศเกิน 200,000 ดอลลาร์ จะต้องตรวจแหล่งที่มาของรายได้ 2.ตรวจร้านทองที่มาทำธุรกรรม ขายดอลลาร์ซื้อบาท โดยจะต้องมีใบขายทองจริง
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 30.99-31.01 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (10.26 น.) หลังแข็งค่าทะลุแนว 31.00 ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ (แข็งค่าสุดนับตั้งแต่ 23 มี.ค.64)
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เริ่มปี 2569 (YTD) เงินบาทแข็งค่าแล้ว 1.8% มากกว่าสกุลอื่นในภูมิภาค ตามมาด้วยเงินหยวนของจีนที่แข็งค่า 0.3% ส่วนเวียดนามและสิงคโปร์แข็งค่า 0.1% ขณะที่ราคาทองคำ (Spot Gold) เพิ่มขึ้น 11.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,849.73 ดอลลาร์ฯต่อทรอยออนซ์
โดยเงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปจากประเด็นเรื่องกรีนแลนด์และสัญญาณการยกระดับของสงครามการค้า
ทั้งนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียโดยเฉพาะเงินเยน ประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและยุโรป รวมถึงสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และตัวเลขยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.ค.