ไม่กู้ เสี่ยงกว่า! นักเศรษฐศาสตร์เตือน รัฐเล็งกู้ล้านล้าน ฝ่าวิกฤติพลังงาน

เสี่ยงวนลูปเดิม! ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ชัด วิกฤตรอบนี้ “กู้ไม่ใช่ปัญหา” แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะใช้เงินยังไง-ลดหนี้เมื่อไหร่ เตือนหากยังกู้แบบไร้แผน บั่นทอนความเชื่อมั่นระยะยาว

วันที่ 21 เมษายน 2569 ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Athiphat Muhitacharoen” ว่ารัฐบาลกำลังพิจารณากู้เงินราว 1 ล้านล้านบาท และขยายเพดานหนี้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

คำถามไม่ใช่แค่ว่า “ควรกู้หรือไม่”เพราะในภาวะวิกฤต การ ‘ไม่กู้’ อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้’

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือจะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นและไม่สร้างปัญหาระยะยาวโดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้วMoody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative สะท้อนความกังวลเรื่อง “วินัยการคลัง”

ผมขอสรุปบทเรียนจาก track record การกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมาเป็น 3 ข้อสั้น ๆ

1) ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มี strategyช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

– ตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร
– ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น
– เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง
– และที่สำคัญ ไม่มี roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว

โจทย์พื้นฐานเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ:
ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร — ต้องชัดตั้งแต่ต้น
ข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ — exit plan ต้องมีถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม

2) ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “ต้นทุนภาระหนี้” วันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า
ตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ “Benchmark” ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม investment-grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น junk bond

ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ “รายจ่ายประจำ”ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ “การลงทุน” แปลว่ารายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา กำลังถูก “ล็อกไว้กับอดีต” มากขึ้นเรื่อย ๆต่อให้ไม่ถูก downgrade รัฐก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักยภาพของประเทศ และรับมือวิกฤตรอบถัดไป

3) ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย : มีกฎ แต่ “ไม่มีวินัย” ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ แต่บทเรียนหลังวิกฤตโควิดชี้ชัดว่า กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง

รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ” เช่น
– ผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง
– สร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเหมือนเดิม คือ มี “กฎ” แต่ไม่มี “วินัย”

สรุปภาพใหญ่ วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ “เงินกู้” แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่ แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้ยกระดับ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง” หรือจะกลับไปสู่ วังวนของการกู้แบบเดิม  ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน