IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยบ๊วยอาเซียน จีดีพีทรุดแพ้กัมพูชาที่โตกว่า
ธรรมธรรม อีจัน
3 ชั่วโมงก่อนหน้า

วันที่ 17 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 เหลือเติบโตเพียง 1.5% จากเดิม 1.6% ในประมาณการเมื่อเดือนมกราคม นับเป็นอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน และต่ำกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเวียดนามคาดโต 7.1% อินโดนีเซีย 5% มาเลเซีย 4.7% ฟิลิปปินส์ 4.1% สิงคโปร์ 3.5% ขณะที่กัมพูชาและลาวอยู่ราว 4% และเมียนมาที่ 3%
ในด้านเงินเฟ้อ IMF ประเมินว่าไทยจะอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างชัดเจน โดย Office of the National Economic and Social Development Council (สภาพัฒน์) มองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวอยู่ในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ Bank of Thailand ประเมินเงินเฟ้อไว้ที่ 2.5–3.5%
IMF ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ยังเผชิญความเสี่ยง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่อาจสะดุด
นอกจากนี้ IMF ยังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานรอบใหม่ ซ้ำรอยปี 2022 ได้อีกครั้ง
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและบทบาทของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย บนเวที IMF Governor Talks ในการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. United States โดยเน้นการรับมือความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะปานกลาง
นายเอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะ “การลงทุน” ที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลจึงวางให้การยกระดับการลงทุนเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ ผ่านการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ในด้านพลังงานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ได้เสนอกรอบนโยบาย “4T” ประกอบด้วย Target (ช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า), Transition (เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด), Transformation (ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือทุกภาคส่วน) พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น Smart Grid และส่งเสริมกลไก Direct PPA เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า รวมถึงผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลย้ำแนวทาง “ตรงจุด” เน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แทนมาตรการวงกว้าง พร้อมเดินหน้าลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว
ท้ายที่สุด ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต